วันนี้ เอสเอพี (SAP SE) (NYSE: SAP) ได้ประกาศว่า บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ของไทย กำลังยกระดับการดำเนินงานองค์กรด้วย SAP Business Suite ผ่านโซลูชัน RISE with SAP เพื่อขับเคลื่อนการกำหนดมาตรฐานการทำงานทั่วทั้งองค์กร เสริมศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และเร่งสร้างนวัตกรรมในอนาคต
โอสถสภา ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2434 โดยเติบโตจากร้านขายยาในท้องถิ่นสู่การเป็นผู้นำด้าน FMCG ในระดับภูมิภาค ด้วยพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจขยายตัว การใช้งานระบบ ERP แบบติดตั้งภายในองค์กร (on-premises) หลายระบบที่ขาดมาตรฐานกระบวนการทำงานร่วมกัน กลายเป็นความท้าทายสำคัญ โครงสร้างทางการเงินที่กระจัดกระจาย ข้อมูลหลักที่ซ้ำซ้อน และกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยการทำงานแบบแมนนวลจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจแบบเรียลไทม์ได้
เพื่อให้สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจไปในระดับสากลและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โอสถสภาจึงเล็งเห็นความจำเป็นในการปรับลดความซับซ้อนของโครงสร้างเทคโนโลยี โดยรวมข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานเข้าสู่ระบบบนคลาวด์ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกทั่วทั้งกลุ่มบริษัท
จัดการความซับซ้อนในอุตสาหกรรม FMCG ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยการเลือกใช้ RISE with SAP บน Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่จะช่วยให้ลูกค้าที่ใช้ระบบ SAP ERP แบบเดิมสามารถปรับปรุงธุรกิจให้ทันสมัยด้วย SAP Business Suite โอสถสภากำลังเปลี่ยนผ่านระบบการเงินและการดำเนินงานไปสู่ SAP Cloud ERP Private เพื่อช่วยให้สามารถปิดงบการเงินแบบเรียลไทม์ เสริมสร้างการกำกับดูแลกิจการให้แข็งแกร่ง และลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีในทุกหน่วยธุรกิจ
“การดำเนินธุรกิจด้วยระบบ ERP แบบ On-premises หลายระบบที่มีกระบวนการแยกส่วนกัน ทำให้เรามีข้อจำกัดในการดึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เพื่อใช้ตัดสินใจ” คุณรติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินกลุ่ม (Group Chief Financial Officer) บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าว “การเปลี่ยนมาใช้ SAP Cloud ERP Private ผ่าน RISE with SAP จะช่วยสร้างแกนกลางดิจิทัล (Digital Core) บนคลาวด์เพียงหนึ่งเดียว ด้วยกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน มีระบบอัตโนมัติในตัว และการวิเคราะห์ขั้นสูง สิ่งนี้ช่วยให้เราสามารถต่อยอดการลงทุน SAP เดิมได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จาก SAP Business Suite ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสร้างแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต”
การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ยังช่วยวางรากฐานให้องค์กรสามารถเร่งนวัตกรรมในอนาคต ทั้งการนำ AI ขั้นสูงมาใช้ การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง (hyperautomation) มาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน
“RISE with SAP ช่วยให้บริษัทอย่างโอสถสภาสามารถเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจหลักด้วย SAP Business Suite ในขณะที่นำนวัตกรรมบนคลาวด์มาใช้อย่างต่อเนื่อง” คุณกุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน กล่าว “การสร้างมาตรฐานการดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโอสถสภาในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน”
“อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และบริษัทอย่างโอสถสภากำลังเป็นผู้กำหนดทิศทางโดยการนำคลาวด์มาขับเคลื่อนทุกส่วนของธุรกิจ” คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของ AWS กล่าว “การเลือกใช้ RISE with SAP บน AWS ช่วยให้โอสถสภามีความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ และขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมั่นใจ”
พันธมิตรร่วมขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์ม
โอสถสภาได้เลือก ดีลอยท์ (Deloitte) เป็นพันธมิตรในการวางระบบสำหรับโปรแกรมการเปลี่ยนผ่านภายในองค์กรที่ชื่อว่า “OneRise”
“S/4HANA และ SAP Business Suite เป็นแกนดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับการดำเนินงานและรองรับนวัตกรรมที่ขยายตัวได้” ดร. เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ (Country Managing Partner) ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว “ในฐานะ RISE with SAP Validated Partner ดีลอยท์ มีประสบการณ์ในการสนับสนุนองค์กรในการทรานส์ฟอร์มสู่คลาวด์อย่างเป็นระบบและสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน”
โปรแกรม OneRise ครอบคลุมโมดูลมาตรฐานที่สำคัญของ SAP ได้แก่ MM, SD, PP, EWM, QM, FICO และความสามารถหลักอื่น ๆ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มองค์กรแบบบูรณาการ ครอบคลุมกระบวนการจัดซื้อ การผลิต โลจิสติกส์ ไปจนถึงการเงิน
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะได้รับการสนับสนุนโดยโมเดล 2-in-a-Box และ Multi-Disciplinary Model (MDM) ของดีลอยท์ ผสมผสานกับการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนการใช้งานในองค์กร การกำกับดูแล และสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
เยี่ยมชม SAP News Center และติดตามข่าวสาร SAP ได้ทาง LinkedIn และ Bluesky
