Intel ประกาศความก้าวหน้า vRAN พร้อมเปิดตัว Xeon ใหม่สำหรับเน็ตเวิร์กและเอดจ์ ร่วมด้วยการปรับปรุงใหม่ๆ สำหรับซอฟต์แวร์เอดจ์

แบรนด์ชั้นนำอย่าง American Tower, AT&T, BT, Ericsson, Rakuten Mobile, Verizon และ Zeblok จับมือร่วมกับอินเทล ในฐานะการเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ในงาน MWC 2022
 

เมื่อเครือข่ายทั่วโลกกลายเป็นเครือข่ายที่ถูกกำหนดโดยซอฟต์แวร์ และ edge inference สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกภาคส่วน อินเทลได้ประกาศประเด็นสำคัญของฮาร์ดแวร์แบบใหม่ที่ตั้งโปรแกรมได้ และซอฟต์แวร์แบบเปิด ณ งาน MWC Barcelona 2022 โดยความก้าวหน้าทั้งสองประการนี้จะช่วยให้ลูกค้าของอินเทล และชุมชนนักพัฒนาสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ในวงกว้าง พร้อมทั้งตอกย้ำตำแหน่งความเป็นผู้นำตลาดและเน้นย้ำการเติบโตของอินเทลในปัจจุบัน


ภายในงาน อินเทลได้ประกาศนำเสนอนวัตกรรมต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การปรับปรุงสถาปัตยกรรมใหม่และหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ในเจนเนอเรชั่นถัดไปของโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable รุ่น Sapphire Rapids ไปจนถึงโปรเซสเซอร์ Intel Xeon D ตัวใหม่ ซึ่งเป็น ชิป SoC (System-on-a-Chip) รุ่นใหม่ล่าสุดของอินเทล ที่ถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับเครือข่ายและเอดจ์ที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ ในด้านซอฟต์แวร์ อินเทลนำเสนอการปรับปรุงอย่างกว้างขวางในกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึง OpenVINO 2022.1 และโมดูลซอฟต์แวร์ใหม่ใน Intel® Smart Edge ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสำหรับนักพัฒนาผู้คิดค้นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเอดจ์


ร่วมกับผู้นำด้านอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ให้บริการด้านการสื่อสารชั้นนำ ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม และผู้นำด้าน IoT (Internet of Things) ได้แก่ American Tower, AT&T, BT, Ericsson, Rakuten Mobile, Verizon และ Zeblok อินเทลได้หารือถึงบทบาทพื้นฐานในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ทั่วเครือข่ายและเอดจ์


นิค แมคคีโอว์น นักวิชาการอาวุโสของอินเทล และรองประธานอาวุโสของ Network and Edge Group กล่าวว่า  “ในขณะที่เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่แห่งนวัตกรรมในการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายและเอดจ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน วิวัฒนาการนี้ได้รับแรงผลักดันจากความต้องการในการควบคุม การปรับตัว และความสามารถในการปรับขนาด เพื่อให้ผู้ที่สร้างและดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานมีความสามารถในการแนะนำความสามารถใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ภารกิจของเราคือการส่งมอบฮาร์ดแวร์ที่ตั้งโปรแกรมได้และซอฟต์แวร์แบบเปิดผ่านระบบนิเวศที่กว้างขวางที่สุด ในลักษณะที่จะสามารถให้บริการลูกค้าและพันธมิตรของเราได้ดีที่สุด ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อร่วมกันเป็นผู้นำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากคลาวด์สู่เครือข่ายต่อไป”


ยกระดับเวิร์กโหลด vRan บน Sapphire Rapids

vRAN ถูกนำไปติดตั้ง และปรับใช้โดยนักปฏิบัติการ (operator) ทั่วโลก โดยการปรับใช้เชิงพาณิชย์เกือบทั้งหมดนั้นทำงานด้วยเทคโนโลยีจากอินเทล อินเทลได้เพิ่มความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาระบบนิเวศ vRAN ที่มีความหลากหลาย และช่วยให้ vRAN สามารถมอบประสิทธิภาพที่เปรียบเทียบได้ยาก และเป็นไปตามตัวชี้วัดหลักที่นักปฏิบัติการแต่ละคนได้วางไว้ ทั้งนี้ อินเทลได้ร่วมมือกับ Samsung, Ericsson, Rakuten และอีกหลากหลายผู้ให้บริการชั้นนำในการนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ ที่ต่อยอดจากแพลตฟอร์ม Xeon Scalable เจนเนอเรชั่นใหม่ อย่าง Sapphire Rapids


รายละเอียดต่างๆ ที่ได้รับการเปิดเผยในงานดังกล่าว ได้แก่

  • การปรับปรุงคำสั่งการประมวลผลสัญญาณสำหรับ 5G โดยเฉพาะ รุ่นใหม่ล่าสุดในคอร์ Sapphire Rapids นั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการประมวลผลสัญญาณ RAN โดยเฉพาะ สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน ของ vRan ได้ถึง 2 เท่า และรองรับการทำงานแบบแอดวานซ์ เช่น 64T64R Massive MIMO ที่มีความเข้มข้นของเซลล์สูง สิ่งนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับใช้ vRan ได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนมากที่สุดในโลก
  • ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ในตระกูล Sapphire Rapids จะถูกออกแบบเพื่อให้เหมาะกับชิปแบบใหม่ โดยมาพร้อมกับมีอุปกรณ์เร่งความเร็วแบบบูรณาการที่รองรับเวิร์กโหลดของ vRan ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้นและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการสร้างเครือข่ายของตัวเอง ด้วยความหลากหลายของตัวเลือกที่พร้อมใช้งานในโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่นใหม่


SoC รุ่นใหม่ล่าสุดจากอินเทล ถูกออกแบบมาเพื่อเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Network) และเทคโนโลยีเอดจ์

ด้วยการออกแบบที่ใส่ใจตั้งแต่ต้นจนจบ และความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีเอดจ์ โปรเซสเซอร์ Xeon D รุ่นใหม่จากอินเทล จึงสามารถส่งมอบการเร่งประสิทธิภาพแบบบูรณาการของการเข้ารหัสคริปโต (Crypto) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับอีเทอร์เน็ต (Ethernet) ติดตั้งในตัว ซึ่งรองรับการประมวลผลตามเวลา และเครือข่ายที่ไวต่อเวลาด้วยความน่าเชื่อถือในระดับอุตสาหกรรม ในสถานการณ์ที่การประมวลผลจำเป็นต้องดำเนินการใกล้กับสถานที่สร้างข้อมูล (data) โปรเซสเซอร์ Intel Xeon D รุ่นใหม่นั้นมีความเป็นเลิศในกรณีการใช้งานต่างๆ ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เราเตอร์และสวิตช์ต่างๆ ขององค์กร พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ เครือข่ายไร้สาย และการอนุมาน AI


สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ และผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร โปรเซสเซอร์ Intel Xeon D รุ่นใหม่ จะมอบความหน่วงต่ำ การประมวลผลระดับสูง พร้อมปริมาณงานของเครือข่ายที่เพิ่มสูงขึ้นและความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้นบนเอดจ์ แม้ว่าจะติดตั้งในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบใดก็ตาม เช่น ไซต์ทำงานที่มีพื้นที่และพลังงานจำกัด โดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 70 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น Cisco, Juniper Networks, และ Rakuten Symphony กำลังทำงานร่วมกับอินเทลในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถใช้งานร่วมกับโปรเซสเซอร์ Intel Xeon D รุ่นใหม่ได้



เพิ่มการลงทุนซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสสูงสุดกับเทคโนโลยีบนเอดจ์

ในขณะที่เทคโนโลยีเอดจ์ มีการคำนวณมากขึ้น เช่นเดียวกับการอนุมานของ AI ที่เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นภาระงานที่มากเกินพอดีสำหรับเกือบทุกอุตสาหกรรม อินเทลได้ประกาศอัปเดตซอฟต์แวร์สองตัว เพื่อส่งมอบประสบการณ์การสร้างสรรค์เอดจ์ (edge developer experience) ที่แข็งแกร่ง ทำให้มั่นใจว่าฮาร์ดแวร์ของอินเทลมีศักยภาพที่นักพัฒนาสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายในลักษณะที่สอดคล้องกัน และง่ายต่อการตั้งโปรแกรมผ่านแพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟ (cloud native platforms) ที่ทันสมัยและเปิดกว้าง

เพื่อช่วยให้นักพัฒนาขับเคลื่อนสร้างสรรค์ AI ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นและใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ใหม่และฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ อินเทลได้ทำการอัพเกรดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสามปี เป็น OpenVINO™ โดยส่วนอัปเกรดเพิ่มเติมใหม่ทั้ง 3 ส่วนใน OpenVINO 2022.1 ได้แก่

  • API ที่ได้รับการอัปเดตและทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เพื่อนำเข้าโมเดล TensorFlow ได้สะดวกง่ายดายขึ้นและเพื่อปรับปรุงการย้ายโค้ดให้สะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างมาก ซึ่งช่วยให้ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นด้วย
  • โมเดลครอบคลุมการคำนวณที่ขยายกว้างขึ้น พร้อมส่วนซัพพอร์ตเพิ่มเติมสำหรับการประมวลผลภาษาโดยธรรมชาติ โมเดลที่มีความแม่นยำสองเท่า และวิสัยทัศน์คอมพิวเตอร์ขั้นสูง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสำคัญในกรณีการใช้งานหรือยูสเคสและประเภทโมเดลที่หลากหลายยิ่งขึ้น
  • ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพอัตโนมัติแบบใหม่ที่ล้ำสมัย จะช่วยค้นหาคอมพิวเตอร์และตัวเร่งความเร็วทั้งหมดโดยอัตโนมัติในระบบที่กำหนด จากนั้นจึงโหลดบาลานซ์แบบไดนามิก และเพิ่มการประมวลผล AI แบบคู่ขนาน (AI Parallelization) ตามหน่วยความจำและความสามารถในการประมวลผล ผลลัพธ์คือนักพัฒนาแอปพลิเคชันไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้าว่าการกำหนดค่าฮาร์ดแวร์จะต้องเป็นอย่างไร

American Tower, Zeblok และอินเทล ได้ผนึกกำลังทำงานร่วมกันเพื่อใช้ประโยชน์จากโปรเซสเซอร์และ OpenVINO ของอินเทล เพื่อส่งมอบโซลูชัน AI-MicroCloud™ ไปสู่เมืองต่าง ๆ ทุกที่ทั่วโลก

ในขณะที่เหล่านักพัฒนากำลังคิดค้นเซอร์วิสใหม่ๆอย่างไร้ขอบเขต อินเทลเองก็ได้เปิดตัวโมเดลซอฟต์แวร์ตัวใหม่ภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ Smart Edge โดยโมดูลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งอย่างเต็มระบบบนโปรเซสเซอร์ Intel Xeon เพื่อเร่งความเร็วของเวิร์กโหลด 5G User Plane Function (UPF) บนเครือข่ายเอดจ์ เพื่อมอบความเร็วในการใช้งาน (Latency) รวมไปถึงจำนวนแบนด์วิธที่ต้องการ โมดูลนี้ยังช่วยลดความซับซ้อนของฮาร์ดแวร์ เพื่อให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันได้มากขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากความสามารถในการประมวลผลแพ็กเก็ตใน CPU ของ Intel ได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีตัวเลือกที่ง่ายขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพ 5G UPF
 

ขับเคลื่อนยุคใหม่แห่งนวัตกรรมทั่วทั้งเครือข่ายและเอดจ์

ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ของอินเทลและแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ ซึ่งถูกจัดส่งผ่านระบบนิเวศอุตสาหกรรมในวงกว้าง ลูกค้าสามารถสร้างโซลูชันจากนวัตกรรมในปัจจุบัน และใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ของพวกเขาสำหรับการสร้างโซลูชันอื่นๆในอนาคต

ใหม่กว่า เก่ากว่า