รีวิว Synology DS220+ ที่เก็บข้อมูลแบบสมาร์ท ไม่ต้องถือไปด้วย จะอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้งานได้ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และมือถือ


ในช่วงที่หลายคนอาจต้องเจอสภาวะ หาที่เก็บข้อมูลหลังจากที่ Google ได้มีการประกาศว่าในช่วงเดือนมิถุนายน 2021 จะไม่สามารถใช้งาน Google Photos ในการอัพโหลดภาพ High Quality แบบไม่มีจำกัดได้อีกต่อไป ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ใช้งานทั่วไปแบบเราจึงต้องมองหาตัวเลือกในการจัดเก็บได้ทั้งข้อมูลและภาพถ่าย วิดีโอที่คุ้มค่ามากที่สุดในระยะยาว นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ผมอยากจะขอมาแนะนำที่เก็บข้อมูลแบบ NAS กันครับ. 

โดยเจ้า NAS นั้นย่อมาจาก Network Attached Storage หรือก็คือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานภายในบ้านหรือใช้งานสำหรับองค์กรก็สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายไม่ยุ่งยากในงบประมาณที่เรียกได้ว่าคุ้มค่าและปลอดภัยกว่าอย่างแน่นอน เพราะว่าเราสามารถใช้งานในการดึงข้อมูลหรือแบ็คอัพข้อมูลของเราผ่านระบบไร้สายได้แบบส่วนตัวเฉพาะภายในบ้านหรือองค์กรของคุณเท่านั้น.


และ NAS รุ่นที่เราจะพาทุกคนได้มารู้จักกันในวันนี้คือ Synology DS220+ ที่เป็น DiskStation ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ยังคงมาพร้อมกับประสิทธิภาพระดับสูงเพียงพอต่อการใช้งานภายในบ้านอย่างสบายๆ ด้วยขุมพลัง 64-bit จาก Intel Celeron J4025 2.0 GHz ที่สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 2.9 GHz. 


และแรมภายใน 2GB DDR4 non-ECC ถ้าเกิดใครคิดว่าแรมเพียง 2GB นั้นไม่รวดเร็วในการทำงานพอ DS220+ นั้นยังมาพร้อมกับกับสล็อตสำหรับใส่แรมเพิ่มอีก 1 ช่อง ทำให้ DS220+สามารถใช้งานแรมได้มากสุดถึง 6GB เพื่อตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้งาน NAS ที่ต้องใช้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่อยากได้เครื่องที่มีขนาดกะทัดรัด. 


แม้ว่า Synology DS220+ นั้นจะมีขนาดตัวที่เล็กแต่ว่าประสิทธิภาพโดยรวมนั้นไม่เล็กเลย ด้วยการที่สามารถใส่แรมเพิ่มประสิทธิภาพได้แล้ว ยังสามารถใส่เนื้อที่ได้พร้อมกันถึง 2ช่อง ผ่านพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ SATA ทำให้สามารถใช้งานเนื้อที่แบบ HDD 3.5" , 2.5" และ SSD 2.5" ได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการได้อีกเช่นกัน. 


และคงมีหลายคนที่อาจมองว่าการประกอบระหว่าง DS220+กับ HDD นั้นจะเป็นอะไรที่ยากแต่บอกเลยว่าง่ายมาก เพียงแค่เรานำ HDD ไปวางบนแท่นวางของ DS220+ และใส่ตัวล็อคที่ด้านข้างของแท่นวางเท่านั้นเป็นอันประกอบเสร็จเรียบร้อยพร้อมเสียบเข้าไปติดตั้งใน DS220+ ได้ทันที. โดย HDD ที่ผมนำมาใช้ในครั้งนี้มีขนาด 3.5" จาก Seagate ในรุ่น IronWolf ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานกับ NAS โดยเฉพาะทำให้สามารถติดตั้งได้ง่ายกว่าโดยทั่วไป และมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่สูง. ซึ่งใครที่ใช้งานเป็น HDD หรือ SSD ขนาด 2.5" ภายในกล่องของ DS220+ นั้นจะมีโบลท์ (น็อต) มาให้เราสำหรับล็อคกับเนื้อที่ขนาด 2.5" อีกด้วยเช่นกัน. 


เนื่องจากว่าการใช้งาน NAS เป็นอุปกรณ์ที่เราต้องเปิดทำงานเครื่องไว้อยู่แทบตลอดเวลาจน อาจจะไม่ได้ปิดกันเป็นวันเป็นเดือน การเลือกใช้งานเนื้อที่เก็บข้อมูลที่เอามาใช้งานคู่กับ NAS นั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องสามารถจัดการความร้อนภายในของตัวเครื่องได้ และต้องมีความทนทานกว่าเนื้อที่เก็บข้อมูลทั่วไป ซึ่ง IronWolf เองนั้นก็ทำให้เราสามารถใช้งานได้อย่างอุ่นใจมากขึ้นด้วย การจัดการความร้อนที่ดีจนน่าตกใจ และแถมยังมีเซ็นเซอร์ RV (Rotation Vibration) สำหรับการป้องกันการสั่นสะเทือนของตัวที่เก็บข้อมูล.


สำหรับพอร์ตการเชื่อมต่อของทาง DS220+ นั้นมาพร้อมกับ USB 3.0 ด้วยกันถึง 2 พอร์ต ที่มีหน้าที่ในการก็อปปี้ข้อมูลจาก External Drive หรือ Flash Drive ลงสู่ DS220+ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องนำไปเสียบกับคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะส่งไฟล์เข้ามาที่ NAS อีกทีหนึ่ง.


พร้อมกับพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านพอร์ต LAN RJ-45 1GbE 2 พอร์ต เพื่อความรวดเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล และพัดลมระบายความร้อนขนาด 92 มม. สามารถทำงานได้ 3 ระดับแบบอัตโนมัติ คือ โหมดเงียบ,โหมดอุณหภูมิต่ำ และโหมดความเร็วในการทำงานสูงสุดเพื่อให้ Synology DS220+ สามารถจัดการความร้อนได้เต็มประสิทธิภาพในทุกการใช้งาน. 


ในด้านการทำงานของ Synology DS220+ สามารถตอบโจทย์คนในยุคใหม่ได้อย่างสบาย เพราะทำงานเข้าถึงข้อมูลในเครื่อง NAS ผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยระบบ QuickConnect ไม่ว่าจะเป็น Web browser, มือถือ และแท๊บเล็ตก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าให้คนอื่นร่วมเข้ามาใช้งานพื้นที่ NAS ของเราพร้อมกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อีกเช่นกัน ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานภายในครอบครัว และภายในองค์กรเป็นอย่างมาก. 


โดยเราสามารถดาวน์โหลดใช้งาน package ฟรีต่างๆที่มาพร้อมตัวเครื่องของ Synology ที่มีให้เลือกมากมายเช่น Synology Drive ที่รองรับการใช้งาน Document, Powerpoint หรือ Sheet เผื่อใครที่ไม่ได้ซื้อบริการ Office จากที่อื่น ก็สามารถหาใช้งาน Synology เพื่อทำออฟฟิศแบบครบจบคุ้มราคาได้อย่างสบายๆ หรือบริการ 3rd Party ต่างๆสำหรับการใช้งานด้านองค์กรนั้นเรียกได้ว่ามีครบในทุกด้านการทำงาน ทำให้ Synology เป็นเหมือนที่เก็บข้อมูลและผู้ช่วยในการทำงานหรือการดูแลข้อมูลของเราไปในตัวเลย. 


สำหรับพื้นฐานในการใช้งานทั่วๆไปอย่างเช่นการใช้งาน Moment(สำหรับการแบ็คอัพรูปถ่ายหรือวิดีโอ), Video(สำหรับการแบ็คอัพซีรี่ย์หรือภาพยนตร์เรื่องโปรด และนำมาสตรีมมิ่งรับชมได้อย่างเพลิดเพลินในทุกสถานที่), และ Audio(สำหรับแบ็คอัพไฟล์เพลงที่ชื่นชอบ เพื่อสตรีมมิ่งบนอุปกรณ์ที่เราพกพาได้ทุกเวลา) ต่างก็มีให้เราครบ.


รวมไปถึง UI บนสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชันนั้นก็มีการออกแบบที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ไม่ต้องเก่งไอทีก็ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ไม่ซับซ้อน ซึ่งทาง Synology ได้มีการแบ่งแอปฯสำหรับการใช้งานในรูปแบบที่ต้องการออกอย่างชัดเจน ทำให้เราไม่เกิดความสับสนในการเข้าใช้งานในแอปฯต่างๆจาก Synology. 


และที่ผมชอบมากคือ DSM ของ Synology จะแสดงสถานะการใช้งานของ DS220+ ตลอดเวลาของ DS220+ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน CPU หรือ แรมว่าในตอนนี้งานหนักมากน้อยขนาดไหน เพื่อให้เราสามารถประเมินได้ว่าในตอนนี้แรม 2GB ที่มีมาให้นั้นเพียงต่อการใช้งานหรือยัง ถ้าเกิดวันใดที่แรมเราเริ่มไม่พอ ก็สามารถที่จะหาซื้อแรมมมาเพิ่มเพื่อเพิ่มประสิทธสิทธิภาพในการใช้งานได้อีกเช่นกัน.



สำหรับใครที่มองหาที่เก็บข้อมูลในระยะยาว โดยที่ไม่ต้องพะวงเรื่องของการจ่ายรายเดือนหรือวันที่ระบบที่เก็บข้อมูลนั้นจะถูกเพิ่มราคาหรือเปลี่ยนกฏระเบียบการใช้งานอีกต่อไป การเปลี่ยนมาใช้ DiskStation แบบ Synology NAS ที่ลงทุนครั้งเดียว (รุ่นเริ่มต้นอย่าง DS220j ราคารวมไดร์ฟแล้วอยู่ที่หมื่นต้นๆ) นั้นถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ติดตั้งง่าย เข้าถึงไฟล์ได้ทุกที่ ทุกเวลาผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สายในทุกๆ อุปกรณ์ แถมสามารถใช้งานพร้อมกันได้หลายคนอีกต่างหาก. พร้อมกิจกรรมลุ้นรับ Synology DS220+ ฟรี!!! ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ผมก็ขอจบรีวิว Synology DS220+ ไว้เพียงเท่านี้ พบกันใหม่ในบทความรีวิวครั้งหน้าครับ.

รีวิว Synology DS220+ ที่เก็บข้อมูลแบบสมาร์ท ไม่ต้องถือไปด้วย จะอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้งานได้ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และมือถือ รีวิว Synology DS220+ ที่เก็บข้อมูลแบบสมาร์ท ไม่ต้องถือไปด้วย จะอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้งานได้ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และมือถือ Reviewed by Ai iT on November 17, 2020 Rating: 5

No comments:

Powered by Blogger.