Qualcomm Snapdragon 665 รู้ไว้ก่อน ตัดสินใจจะได้ง่าย


ในวันนี้ Qualcomm ได้ทำการเปิดตัว SoC ระดับกลางใหม่ของตนเอง เพื่อเอาใจกับค่านิยมของตลาด ณ ตอนนี้ที่ผู้บริโภคต่างเลือกใช้ระดับกลางเป็นหลักมากกว่า (ถึงแม้ Snapdragon 675, 712 พึ่งเปิดตัวกันไปไม่นานก็ตาม...) จึงทำให้การพัฒนาของ SoC ระดับกลางไม่หยุดหย่อน

เริ่มด้วย Qualcomm Snapdragon 665 ว่าที่ SoC ตัวแรงที่จะถูกนำมาใช้ยาวๆในอีกหลายปี 


Snapdragon 665 ยังคงมาพร้อมกับเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมการออกแบบ Kyro 260 ขนาด 11 nm เช่นเดิม โดยการแบ่งสมองกลอออกเป็น 4 Cores สำหรับ Arm-Cortex A73 2.0 GHz และ 4 Cores สำหรับ Arm-Cortex A53 1.8 GHz และ กราฟฟิกชิพใหม่ Adreno 610 (จากเดิมที่ใช้งาน Adreno 512 บน Snapdragon 660) จึงทำให้ Qualcomm Snapdragon 665 นั้นมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและ กินพลังงานน้อยลงถึง 20%

 (อาจจะไม่ร้อนหรือแบตไปไวเท่า Snapdragon 675 ก็เป็นได้ โดย Snapdragon 675 เลือกใช้ Kyro 480 และ Adreno 612.)

ในส่วนของการประมวลผลภาพถ่าย Qualcomm Snapdragon 665 อัพเกรดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย Qualcomm Spectra 165 ISP ที่สามารถทำให้สมาร์ทโฟนที่เลือกใช้ SoC นี้สามารถถ่ายภาพขนาด 48MP ได้อย่างง่ายดาย และรองรับกล้องได้มากสุดถึง 3 ตัวในการประมวลผล และรองรับการประมวลผล Object detection, auto scene detect, smart cropping, portrait mode, low-light night mode,  super resolution ที่รวดเร็วขึ้น จึงไม่ต้องห่วงว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางตัวใหม่จะเกิดอาการประมวลผลไม่ทัน เหมือนที่เคยเป็นมา.

 (Snapdragon 660 เลือกใช้ Spectra 160 ISP ที่รองรับการถ่ายรูปได้สูงสุด 25MP จึงเป็นสาเหตุให้สมาร์ทโฟนบางเครื่องไม่สามารถใช้ 48MP ได้ในโหมดทั่วไป.) 



การทำงานที่ฉลาดและไวขึ้นด้วยการประมวลผลใหม่จาก AI ที่ทำงานบน Qualcomm Hexagon 686 DSP และ Hexagon Vector eXtensions (HVX) ทำให้ Snapdragon 665 นั้นสามารถใช้งาน AR ในการประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว เช่นการหยิบมือถือขึ้นมาส่องดูรูปและแปลภาษาบนตัวอักษรภาพได้อัติโนมัติ. รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับโลกด้วย Qualcomm X12 LTE ยอดนิยมที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพระดับสูง


ความปลอดภัยที่ยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการรองรับ 3D face unlock ที่มีการนำ AI มาช่วยให้ได้ความแม่นยำมากที่สุด.
ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Qualcomm Snapdragon 665 มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2เท่า (เมื่อเทียบกับ Qualcomm Snapdragon 660.) ในการประมวลผลตอนใช้งาน. 

ที่มา Qualcomm


No comments: