Ericsson คาดการณ์ภายใน พ.ศ. 2573 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทยมากกว่าครึ่งจะใช้งาน AI Agent

AI

  • รายงานวิจัยฉบับล่าสุดจาก Ericsson ConsumerLab ชี้ผู้บริโภคชาวไทยมีแนวโน้มใช้เทคโนโลยี Agentic AI และ Multimodal AI ได้เร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
  • คาดว่าอัตราการใช้งาน Agentic AI ในกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวไทยจะเติบโตก้าวกระโดดจาก 5% ในปัจจุบัน เป็น 52% ภายใน พ.ศ. 2573 แซงหน้าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดการณ์ไว้ที่ 2 ใน 5 คน (หรือราว 40%)
  • คาดว่าในประเทศไทย การใช้งาน Multimodal AI เป็นประจำทุกวันจะเพิ่มขึ้นถึง 41% ภายใน พ.ศ. 2573 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 30% ส่งผลให้เกิดความต้องการใหม่ ๆ ต่อบริการเครือข่ายมือถือในประเทศ

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 26 ตุลาคม 2569 – รายงาน Ericsson ConsumerLab (NASDAQ: ERIC) ฉบับล่าสุดเผยว่าภายใน พ.ศ. 2573 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยมากกว่าครึ่งจะหันมาใช้งาน Agentic AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการแทนมนุษย์

ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวไทย 52% ระบุว่าตนใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน และตัวเลขนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 67% ในปี พ.ศ. 2573 สำหรับการใช้งาน Agentic AI ซึ่งถือเป็นหมวดหมู่เฉพาะนั้น พบว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวไทยใช้งานอยู่ราว 5% ณ ปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 52% ในอีกสี่ปีข้างหน้านี้ ส่วนการใช้งาน Multimodal AI ในชีวิตประจำวันนั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 15% ในวันนี้ เป็น 41% ในปี พ.ศ. 2573 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดว่าจะอยู่ราว 30%

AI Agentic

รายงานในหัวข้อ “An agentic life – How consumer AI usage is shaping future network needs” สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการใช้งาน AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากการถาม-ตอบเป็นครั้งคราว ไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในหลากหลายอุปกรณ์และสถานที่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างโจทย์และเพิ่มความต้องการใหม่ ๆ ต่อบริการเครือข่ายมือถือ เนื่องจากผู้บริโภคพึ่งพาและใช้งาน AI ระหว่างการเดินทางหรือนอกสถานที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มร. แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่งไปแล้ว โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2573 การใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 67% จากเดิม 52% ในวันนี้ และคาดว่าการใช้งาน Agentic AI จะเติบโตจาก 5% เป็น 52% ในอีกสี่ปีข้างหน้าอีกด้วย”

“เนื่องจาก AI Agents ทำงานอยู่ในระบบเบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้บริโภคมีการส่งผ่านข้อมูลรูปภาพ วิดีโอและเสียงไปยังบริการ AI มากยิ่งขึ้น ทำให้เครือข่ายมือถือต้องเพิ่มประสิทธิภาพการรับ-ส่งข้อมูลอัปลิงก์ (Uplink Capacity) เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว แม่นยำและคาดการณ์ได้ รวมถึงระบบการเชื่อมต่อที่มีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ เทคโนโลยีอย่าง 5G Advanced, การแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Slicing) และการบริหารจัดการเครือข่ายด้วย AI (AI-driven Network Operations) จะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยสามารถมอบประสบการณ์ที่แตกต่างตรงตามความคาดหวังของผู้ใช้ AI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่นักพัฒนาและภาคธุรกิจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” มร.แอนเดอร์สกล่าวเสริม

Agentic AI - The next billion users

กลุ่ม AI Super Users กระตุ้นความต้องการใช้งานเครือข่ายพุ่งสูงขึ้น

วันนี้ประเทศไทยมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนประมาณ 12% ที่จัดอยู่ในกลุ่ม “AI Super Users” และคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 ผู้ใช้กลุ่มนี้จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 34% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 31% โดยกลุ่ม AI Super Users ครองสัดส่วนการใช้งาน AI ทั่วโลกรวมกันที่ 35% และคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 กลุ่มนี้จะมีสัดส่วนการใช้งาน AI มากกว่า 80% ของการใช้งาน AI ทั้งหมด

การแชร์รูปภาพ วิดีโอและเสียงไปยังบริการ AI จะส่งผลให้ปริมาณข้อมูลการอัปโหลดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเกิดความต้องการใช้งานเครือข่ายพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นสูง อาทิ กรุงเทพมหานคร

ประสิทธิภาพของเครือข่ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ในกลุ่มนี้ โดยในประเทศไทย พบว่าปัจจัยด้านความเร็วในการตอบสนอง (Response Time) ส่งผลต่อความพึงพอใจในเครือข่ายของผู้ใช้งานกลุ่ม AI Super Users มากกว่าผู้ใช้ทั่วไปถึง 3.4 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 2.5 เท่า ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าประสิทธิภาพประมวลผล AI และคุณภาพของการเชื่อมต่อเครือข่ายต้องทำงานควบคู่กันอย่างลงตัว

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Agentic AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถปฏิบัติภารกิจแทนผู้ใช้ได้ เช่น การสำรองที่นั่ง หรือการจัดการตารางเวลา โดยในประเทศไทย อัตราการใช้งาน Agentic AI คาดว่าจะเติบโตจาก 5% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนในปัจจุบัน พุ่งขึ้นเป็น 52% ภายในปี พ.ศ. 2573 (เทียบกับ 2 ใน 5 คนทั่วโลก) พบว่าผู้บริโภคชาวไทยคาดหวังว่า AI Agents จะช่วยประหยัดเวลาการมองหน้าจอได้ถึง 1.3 ชั่วโมงต่อวัน เทียบกับ 1 ชั่วโมงทั่วโลก ซึ่งบริการเหล่านี้สามารถรันระบบและทำงานอยู่เบื้องหลังได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการในด้านความเสถียรของเครือข่ายและความปลอดภัยในการเชื่อมต่อยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ความเชื่อมั่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเปิดรับเทคโนโลยี โดย 34% ของผู้ใช้ AI เป็นประจำทุกวันในไทยมีความกังวลอย่างมากเรื่อง AI ปลอมหรือการถูกแฮกข้อมูลเพื่อแอบอ้างทำรายการในชื่อของตน ทั้งนี้ ผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมได้รับการจัดอันดับให้เป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในการยืนยันตัวตนของผู้ช่วย AI ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยในการส่งมอบประสบการณ์ AI ที่น่าเชื่อถือ โดยการผสานการเชื่อมต่อเครือข่ายเข้ากับระบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย (Secure Identity & Authentication) และระบบรับประกันคุณภาพการบริการ (Service Assurance)


AI

AI ก้าวข้ามการใช้งานไปสู่อุปกรณ์หลากหลาย นอกเหนือจากสมาร์ทโฟน

คาดว่า ภายใน พ.ศ. 2573 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวไทย 30% จะใช้งาน AI บนอุปกรณ์ประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น แว่นตาอัจฉริยะ หรืออุปกรณ์นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยการขยายการใช้งาน AI ไปยังอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบนี้จะยิ่งเพิ่มทวีความสำคัญของเครือข่ายมือถือ ที่ต้องรองรับการใช้งานได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการรับ-ส่งข้อมูลปริมาณมาก ๆ และการเชื่อมต่อเบื้องหลังระบบที่มีความเสถียรสูง ขณะที่ผู้บริโภคมีการสลับการใช้งานไปมาระหว่างสถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ

เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้ 

รายงานฉบับนี้รวบรวมข้อมูลมาจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนมากกว่า 43,000 ราย อายุระหว่าง 15–69 ปี ใน 27 ประเทศทั่วโลก รวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดยข้อมูลในส่วนของประเทศไทยเผยให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้งานในปัจจุบันและแนวโน้มการปรับตัวใช้งานไปจนถึงปี พ.ศ. 2573 ทั้งนี้ข้อมูลคาดการณ์ในอนาคตเป็นการอธิบายถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และไม่ควรยึดถือเป็นระดับการใช้งานจริง ณ ปัจจุบัน

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ An agentic life
Previous Post Next Post