ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า การใช้ AI เติบโตขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงเน้นการใช้งานขั้นพื้นฐาน และมีเพียงหนึ่งในห้าของธุรกิจเท่านั้นที่รู้สึกพร้อมสำหรับเทคโนโลยี AI แห่งอนาคต
กรุงเทพฯ 16 กรกฎาคม 2569 – อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) เผยแพร่รายงานผลการศึกษาล่าสุด ในชื่อ “Unlocking Thailand’s AI Potential 2026” (ปลดล็อกศักยภาพ AI ของประเทศไทย ปี 2569) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ช่วงที่การนำ AI มาใช้งานมีความท้าทายและซับซ้อนมากขึ้น การใช้งาน AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน 43% ของธุรกิจมีการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นจาก 32% ในปีที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญในลำดับถัดไปคือการช่วยให้ธุรกิจจำนวนมากสามารถสร้างทักษะ ระบบกำกับดูแล และรากฐานด้านการลงทุนที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจในวงกว้าง
ผลการศึกษาพบว่า การใช้ AI เติบโตขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นธุรกิจกว่า 220,000 แห่งที่เริ่มนำ AI มาใช้ในช่วงปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจต่างเริ่มเห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม โดย 84% ของธุรกิจที่ใช้ AI รายงานว่ามีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 71% มีรายได้เพิ่มขึ้น และ 64% ระบุว่าสามารถเร่งการสร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น โอกาสสำคัญในระยะต่อไปคือการต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว เนื่องจาก 74% ของธุรกิจที่ใช้ AI ยังคงเน้นไปที่การใช้งานขั้นพื้นฐาน เช่น แชทบอท เครื่องมือสำเร็จรูป และการเพิ่มประสิทธิภาพแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ใช้ AI ขั้นสูง เช่น ระบบที่พัฒนาขึ้นเฉพาะองค์กร (Custom systems) การใช้โมเดล AI หลายรูปแบบร่วมกัน (Combined models) หรือ Agentic และ Autonomous AI (AI ที่ทำงานและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง) การก้าวไปสู่การใช้งานในระดับที่ลึกขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจปลดล็อกคุณค่าของ AI ได้มากขึ้น ทั้งในด้านนวัตกรรม รูปแบบการดำเนินงานใหม่ ๆ และขีดความสามารถในการแข่งขัน
AI แห่งอนาคต (Next-generation AI) ยกระดับมาตรฐานการใช้งาน
ช่องว่างด้านความลึกของการใช้งาน AI กำลังมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่าง Agentic AI, ระบบอัตโนมัติขั้นสูง (Advanced automation) และเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ (Autonomous workflows) มีความก้าวหน้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเพียง 19% ของธุรกิจที่ระบุว่าตนมีความพร้อมในระดับสูงหรือพร้อมอย่างเต็มที่ในการนำเทคโนโลยี AI แห่งอนาคตมาใช้ และความพร้อมดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการดำเนินงานจริง โดย 56% ระบุว่าการขาดแคลนทักษะคืออุปสรรคสำคัญ 48% ระบุว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณภายในองค์กร และ 41% ระบุว่าความไม่ชัดเจนของกฎหมายและกฎระเบียบด้าน AI และดิจิทัลเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้
คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย กล่าวว่า “แรงขับเคลื่อนด้าน AI ของประเทศไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และในปีนี้เราได้เห็นลูกค้าจำนวนมากก้าวจากการทดลองใช้งานไปสู่การนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กรแล้ว ระยะต่อไปคือการขยายการใช้งาน AI ให้ครอบคลุมทั่วทั้งธุรกิจ ผ่านการผสาน AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลัก การพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร และการพัฒนาระบบที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น Agentic AI ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลที่ชัดเจน เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรในประเทศไทยก้าวจากความสำเร็จในระดับโครงการไปสู่การสร้างผลลัพธ์ในระดับองค์กร เพื่อเปลี่ยนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่เกิดขึ้นในระยะแรก ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว”
การใช้งาน AI กำลังขยายตัวออกไปนอกเหนือทีมเทคนิค
การนำ AI มาใช้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยแผนก IT เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป 71% ของภาคธุรกิจกล่าวว่า ปัจจุบันการริเริ่มใช้งาน AI (Use cases) ริเริ่มโดยหน่วยธุรกิจหรือพนักงานที่ไม่ได้อยู่ในสายงานด้านเทคนิค และ 70% รายงานว่าพนักงานทกลุ่มดังกล่าวมีการใช้ AI เป็นประจำ สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในแต่ละวันของทีมต่าง ๆ ทั้งในสายการตลาด ทรัพยากรบุคคล และการปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม แม้การใช้งาน AI จะขยายวงกว้างขึ้น แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน โดยมีเพียง 19% ขององค์กรเท่านั้นที่มีนโยบายที่ครอบคลุมการใช้ AI ของพนักงานที่อยู่นอกสายงานด้านเทคนิค
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจในชีวิตประจำวันมากขึ้น วิจารณญาณของมนุษย์จึงกลายเป็นทักษะสำคัญ จากการศึกษาพบว่า 61% ของธุรกิจมองว่าความสามารถในการตีความ ตรวจสอบความถูกต้อง และตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น จะเป็นทักษะที่มีความสำคัญในอนาคต อย่างไรก็ตาม 52% ระบุว่าพนักงานยังมีความมั่นใจเพียงบางส่วนหรือไม่มั่นใจเลย ในการตัดสินใจว่าเมื่อใดควรเชื่อถือผลลัพธ์จาก AI และเมื่อใดควรตรวจสอบเพิ่มเติม สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่จำเป็นคือแนวทางที่ชัดเจนว่าเมื่อใดควรใช้ AI เมื่อใดควรทบทวนผลลัพธ์ และเมื่อใดควรส่งต่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้เชี่ยวชาญพิจารณา แนวโน้มดังกล่าวยังส่งผลต่้ความต้องการด้านบุคลากร โดย 51% ของธุรกิจไทยระบุว่าการขาดแคลนทักษะด้าน AI และดิจิทัลเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายขอบเขตการใช้งาน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 47% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 72% ของธุรกิจที่มีการใช้ AI ระบุว่าการยกระดับทักษะและพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) ให้แก่พนักงานปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ด้าน AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความพร้อมด้าน AI จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเตรียมบุคลากรทั่วทั้งองค์กรให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสามารถในการแข่งขันขึ้นอยู่กับการขยายการใช้งาน AI อย่างมั่นใจ
รายงานยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวัง (Cautious confidence) ต่อศักยภาพของประเทศไทย โดย 54% ของธุรกิจมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในฐานะศูนย์กลางด้าน AI และนวัตกรรมระดับโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลขั้นสูงในพื้นที่สำคัญ และความสามารถในการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่และหลากหลาย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นความได้เปรียบในระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง การบูรณาการ AI เข้ากับการดำเนินงานหลักขององค์กร และการกำกับดูแลที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
องค์กรไทยเริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่าการใช้ AI ในระดับที่ลึกขึ้นสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร โดย KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) หน่วยงานด้านเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย ได้ใช้บริการ Agentic AI ของ AWS เพื่อปรับปรุงระบบแอปพลิเคชันเดิมให้ทันสมัย ช่วยลดภาระงานด้านวิศวกรรมได้สูงสุดถึง 3 เท่า ลดต้นทุนด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง และวางรากฐานแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะสำหรับภาคธุรกิจ
ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางเชิงปฏิบัติที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อก้าวจากการทดลองใช้งาน AI ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น
- กำหนดกลยุทธ์ AI ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ: ระบุกรณีการใช้งาน (Use cases) ที่มีมูลค่าสูง กำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และตั้งเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จสำหรับโครงการที่สามารถต่อยอดจากขั้นทดลอง (Pilots) ไปสู่การใช้งานจริง (Production) ได้
- พัฒนาทักษะด้าน AI ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร: สนับสนุนการพัฒนาทักษะทั้งสำหรับบุคลากรสายเทคนิคและพนักงานทั่วไป ผ่านการฝึกอบรมด้านความรู้ความเข้าใจเรื่องข้อมูล (Data Literacy) การออกแบบคำสั่ง (Prompt Design) การตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์จาก AI และการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ
- สร้างแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับการใช้ AI ในการทำงานประจำวัน: กำหนดนโยบายการใช้งาน AI สำหรับพนักงาน ระบุกรณีที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบโดยมนุษย์ และกำหนดช่องทางการรายงานหรือส่งต่อการตัดสินใจที่ได้รับการสนับสนุนจาก AI อย่างชัดเจน
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและคลาวด์ให้พร้อมรองรับ AI: การขยายผลการใช้งาน AI จำเป็นต้องอาศัยการเข้าถึงข้อมูล พลังการประมวลผล และเครื่องมือที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อรองรับกรณีการใช้งาน AI ขั้นสูงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
- เริ่มทดลองใช้ Agentic AI ในกระบวนการทำงานทสามารถควบคุมได้: เริ่มจากกรณีการใช้งานที่มีขอบเขตชัดเจน มีการกำกับดูแลโดยมนุษย์ และสามารถวัดผลลัพธ์ได้ ก่อนขยายการใช้งานไปยังส่วนงานอื่นขององค์กร





