เปลี่ยนโฉมระบบการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ทันสมัยและคล่องตัวด้วย Synology DSM7.0

 

หัวใจหลักสำหรับฝ่ายไอทีขององค์กรในการตรวจสอบบำรุงประจำวันคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า ความเสถียรของระบบ ความสะดวกในการจัดการ และความปลอดภัย ซึ่งองค์ประกอบ 3 อย่างที่กล่าวมาล้วนแต่เป็นเป้าหมายสูงสุดของ Synology ผู้ผลิตและพัฒนาโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลชั้นนำ ในการออกแบบระบบปฏิบัติการ DSM7.0 เพื่อเป็นตัวช่วยด้านไอทีสำหรับองค์กรในการสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่เสถียรและจัดการได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านการออกแบบกลไกการจัดเก็บข้อมูลและโซลูชันซอฟต์แวร์ใหม่นี้


การสำรวจของผู้ให้บริการด้านไอที Velocity Smart Technology* เผยให้เห็นถึงผลกระทบด้านประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรจากการขาดแคลนทรัพยากรไอทีในยุค Hybrid Work ซึ่งอาจเป็นผลมาจากภาระหน้าที่รายวันที่หนักหน่วง ตั้งแต่การบำรุงรักษาและการพัฒนาระบบข้อมูลภายใน การคำนึงถึงกลไกการสำรองและป้องกันข้อมูล รวมไปจนถึงการอัปเดตระบบคอมพิวเตอร์ของพนักงานฝ่ายต่าง ๆ และการเปลี่ยนรหัสบัญชีผู้ใช้ โดยการบรรลุระบบงานทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยถือว่าเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับฝ่ายไอทีขององค์กร


ระบบการจัดเก็บข้อมูลที่เสถียรยิ่งขึ้น เพื่อความต่อเนื่องของบริการ

การรักษาเสถียรภาพของระบบถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ของระบบไอทีระดับองค์กร ในกรณีของระบบการจัดเก็บข้อมูล เมื่อพูลหน่วยเก็บข้อมูลถูกลดระดับลง ระบบมักจะตกอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นหากสามารถลดระยะเวลาการถูกลดสถานะนี้ได้ ก็จะทำให้การทำงานของบริการที่ความราบรื่นและเสถียรมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ด้วยวิธีการแบบเดิมนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เสี่ยงต่อการลดสภานะ ในขณะที่มีการโอนย้ายฮาร์ดดิสก์เก่าและสร้างพูลหน่วยเก็บข้อมูลใหม่ แต่ยังจำเป็นต้องหยุดการให้บริการอีกด้วย ในอดีต การซ่อมแซมฮาร์ดดิสก์ที่ดาวน์เกรดอาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ด้วย DSM7.0 ที่มีการพัฒนาเครื่องมือตัวเลือกการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ขั้นสูง ทำให้สามารถเพิ่มความเสถียรของระบบองค์กรได้อย่างมาก

นอกจากนี้ ยังรองรับระบบเปลี่ยนฮาร์ดไดร์ฟสำรองอัตโนมัติ (Hot Spare) ก่อนที่ฮาร์ดไดร์ฟจะเปลี่ยนสถานะเสียหาย ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนฮาร์ดไดร์ฟด้วยตนเอง คัดลอกข้อมูลในฮาร์ดไดร์ฟเก่าไปยังฮาร์ดไดร์ฟสำรอง และ แทนที่และลบฮาร์ดดิสก์เก่าโดยไม่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของพูลการจัดเก็บ มีฟังก์ชันการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์อัตโนมัติ คัดลอกฮาร์ดดิสก์ไปยังฮาร์ดดิสก์สำรองที่มีอยู่โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบความล้มเหลวของฮาร์ดดิสก์หรือแสดงสถานะที่ร้ายแรง ไปจนถึงการแทนที่ฮาร์ดดิสก์ที่เสียหายเพื่อซ่อมแซมพูลหน่วยเก็บข้อมูลที่เสื่อมคุณภาพ กลไก "ซ่อมแซมด่วน (Fast Repair)" ใหม่จะคืนค่าเฉพาะความจุของหน่วยเก็บข้อมูลที่ใช้อยู่ ช่วยลดเวลาที่อาร์เรย์ RAID อยู่ในสถานะเสื่อมคุณภาพ และสร้างพื้นที่เก็บข้อมูลใหม่ได้เร็วขึ้น


จากการกำหนดค่าข้างต้น ทำให้มั่นใจได้ว่าพูลหน่วยเก็บข้อมูลนั้นจะไม่ถูกลดสภาพในระหว่างกระบวนการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ เพื่อความต่อเนื่องของบริการ แถมยังช่วยลดเวลาที่ระบบอยู่ในสถานะเสื่อมอีกด้วย เป็นการลดความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของข้อมูล ส่งผลให้ฝ่ายไอทีสามารถตรวจสอบความเสถียรของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ประสบการณ์การจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ดีกว่า

นอกจากนี้ DSM 7.0 ยังเพิ่มตัวเลือกการกำหนดค่าสถาปัตยกรรมการจัดเก็บข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อให้เหมาะกับแต่ละความต้องการด้านการจัดการไอทีและการกำหนดค่าการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบอัตราการใช้งานของแต่ละบริการบน Storage Manager ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มองเห็นภาพและเข้าใจการใช้งานโดยละเอียดได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละบริษัท บางครั้ง บุคลากรด้านไอทีจำเป็นต้องแบ่งงานด้านการจัดการและจำเป็นต้องควบคุมสิทธิ์ผู้ใช้ ซึ่ง DSM 7.0 ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถมอบอำนาจการจัดการในระดับต่าง ๆ ได้ เช่น ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่าง สถาบันการเงินหรือสถาบันระดับรัฐที่มีมาตรฐานข้อปฏิบัติตามกฎหมายและให้ความสำคัญกับความคล่องตัวของข้อมูล โดยมีข้อบังคับที่ไม่อนุญาตให้บุคคลคนเดียวมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลหลายสิทธิ์ จึงเป็นเหตุให้ฟังก์ชันการมอบหมายสิทธิ์การจัดการและสิทธิ์การควบคุมโดยละเอียดใหม่นี้สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างเช่น ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดสิทธิ์การจัดการโฟลเดอร์ที่ใช้ร่วมกันของแผนกให้กับผู้จัดการหน่วย เพื่อลดภาระในการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง หรืออนุญาตให้ผู้รวมระบบภายนอกสามารถเข้าถึงได้เฉพาะสิทธิ์การตรวจสอบทรัพยากรระบบเท่านั้นในการตรวจสอบสถานะความสมบูรณ์ของระบบ แต่ไม่มีสิทธิ์ในการตั้งค่าระบบ


Active Insight เครื่องมือการจัดการที่สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร
สำหรับบริษัทที่มีการปรับใช้เซิร์ฟเวอร์ Synology หลายตัว แพลตฟอร์มการจัดการอัจฉริยะบนคลาวด์ Active Insight จะช่วยให้สามารถตรวจสอบการใช้งานอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ทรัพยากร วินิจฉัยสิ่งที่ผิดปกติ และให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหา ทำให้ฝ่ายไอทีควบคุมการทำงานของการปรับใช้งาน Synology NAS ภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Active Insight ไม่เพียงแต่สามารถส่งการแจ้งเตือนเหตุการณ์เมื่อตรวจพบความผิดปกติของระบบในการปรับใช้งาน Synology NAS ขององค์กร แต่ที่สำคัญกว่านั้นยังมีฟังก์ชัน "การเตือนล่วงหน้า" และ "การตีความข้อมูล" เนื่องจากฮาร์ดดิสก์มีอายุการใช้งานที่จำกัด ฝ่ายไอทีมักจะต้องทำการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์บ่อยครั้ง และถ้าฮาร์ดดิสก์ที่เสียไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันเวลาและทำให้ฮาร์ดดิสก์อื่นเสียหาย อาจเกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลที่จัดเก็บได้ แต่หากระบบสามารถตีความข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของฮาร์ดดิสก์ได้ล่วงหน้า ก็จะสามารถเตือนเจ้าหน้าที่ไอทีว่าอุปกรณ์อาจต้องได้รับการปรับปรุงล่วงหน้า ดังนั้นจึงสามารถลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักของบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Synology ได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตโดยรวบรวมข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตนจากอุปกรณ์ทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์และระบุปัจจัยที่อาจทำให้ระบบล้มเหลว และคัดกรองอุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการล้มเหลว และแจ้งเตือนผู้ใช้ที่มีสภาพแวดล้อมเดียวกันเมื่อจำเป็น ตัวอย่างเช่น แบรนด์ของฮาร์ดดิสก์ ในสภาพแวดล้อมการปรับใช้ใด และจำนวนชั่วโมงในการใช้งานที่จะมีโอกาสล้มเหลวอย่างมาก ให้บริษัทต่าง ๆ ทำการอัปเดตเฟิร์มแวร์ตามเวลาดังกล่าว เพื่อรักษาสถานะของอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น การวิเคราะห์และตีความข้อมูลระบบและประสิทธิภาพนี้ช่วยให้ฝ่ายไอทีขององค์กรตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เป็นไปได้ต่าง ๆ ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เมื่ออุปกรณ์พบปัญหา ก็ยังสามารถใช้แพลตฟอร์มคลาวด์ Active Insight ได้อีกด้วย ทีมสนับสนุนของ Synology จะสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วผ่านข้อมูลที่รวบรวมในระบบคลาวด์ และให้บริการสนับสนุนที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ความยืดหยุ่นของคลาวด์แบบไฮบริด เพื่อตอบสนองกับธุรกิจที่มีสำนักงานหลายสาขา

ความยืดหยุ่นของคลาวด์ทำให้สถาปัตยกรรมไอทีขององค์กรมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากบริษัทจำนวนมากเริ่มติดตั้งปรับใช้อุปกรณ์ Synology ที่หลากหลายสาขา และด้วย Hybrid Share ฝ่ายไอทีจะสามารถวางแผนแบ่งปันข้อมูลระหว่างไซต์ผ่านระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเช่น บริษัทที่มีสาขาย่อยหลายแห่งทั่วโลก ในอดีตนั้น ส่วนใหญ่ฝ่ายไอทีอาจวางแผนโครงสร้างระบบข้ามชาตินี้ด้วยการติดตั้งไฟล์เซิร์ฟเวอร์หลักที่สำนักงานใหญ่ และข้อมูลจะถูกซิงโครไนซ์กับสาขาอื่น ๆ แต่เนื่องจากการขยายตัวของสาขาย่อย ส่งผลให้ต้องมีการแบ่งปันข้อมูลและซิงโครไนซ์มากขึ้น จึงกระทบต่อแบนด์วิดท์เครือข่ายภายนอกและทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ภายในของบริษัท การรับส่งข้อมูลโดยรวมจึงช้าลง

ในทางกลับกัน ด้วยการรวมสถาปัตยกรรมคลาวด์ของ Hybrid Share ที่มีสถาปัตยกรรมกลางเป็นคลาวด์ Synology C2 ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซิงโครไนซ์ของ NAS ดังนั้นจึงไม่มีกระทบต่อแบนด์วิดท์ สำนักงานใหญ่ขององค์กรเพียงต้องการอัปโหลดไฟล์ไปยังคลาวด์ และมีลิงก์การส่งข้อมูลกับสำนักงานสาขา สำนักงานย่อยต่าง ๆ ก็จะสามารถจัดเก็บไฟล์จากส่วนกลางในโฟลเดอร์ Hybrid Share เมื่อใดก็ได้ตามต้องการ ซึ่งจะช่วยลดการใช้พื้นที่จัดเก็บในเครื่องและแบนด์วิดท์ โดยสำนักงานสาขาจะใช้แบนด์วิดท์การดาวน์โหลดเมื่อเข้าถึงไฟล์จริงเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับการซิงโครไนซ์ไฟล์ทั้งหมดในอดีตแล้ว วิธีนี้จะช่วยประหยัดแบนด์วิดท์โดยรวมได้มาก แถมยังเสริมความยืดหยุ่นในการเลือกเก็บข้อมูล hot ที่ใช้บ่อยในฝั่งท้องถิ่นเท่านั้น และเข้าถึงไฟล์ได้เร็วกว่าเดิม



ผ่านพอร์ทัล C2 Storage ฝ่ายไอทีระดับองค์กรจะสามารถจัดการการเชื่อมต่อของโฟลเดอร์ Hybrid Share และ Hybrid Share แต่ละโฟลเดอร์ รวมถึงการปรับใช้การรวมระบบหลายแห่งได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการออกแบบ Hybrid Share ที่จะช่วยผสานรวมประสิทธิภาพของอุปกรณ์ Synology NAS กับความสามารถในการปรับขนาดของ C2 Storage เพื่อให้องค์กรเข้าถึงไฟล์บนคลาวด์ได้เร็วยิ่งขึ้น และลดภาระการจัดการข้อมูลของฝ่ายไอที 

อุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของรหัสผ่าน ด้วยวิธีการตรวจสอบยืนยันตัวจนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

จากผลการศึกษาของ IBM Security* ที่เผยว่าข้อมูลรับรองตัวตนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการรั่วไหลของข้อมูลองค์กร และสร้างมูลค่าความเสียหายแก่บริษัทที่สำรวจเฉลี่ยสูงกว่า 139 ล้านบาทต่อครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 17 ปีนับแต่เริ่มทำการสำรวจ เพื่อปกป้องและหลีกเลี่ยงเหตุดังกล่าว บริษัทต่าง ๆ จึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญและลงทุนกับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลธุรกิจมากขึ้น โดย Synology เองก็ให้ความสำคัญและมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ด้านความปลอดภัยของผู้ใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีการรักษาความปลอดภัยที่ต่างกัน นอกจากการเข้ารหัสด้วยคีย์ฮาร์ดแวร์ที่รองรับมาตรฐาน FIDO2 แล้ว บน DSM7.0 นี้ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์การตรวจสอบยืนยันตัวตน (Multi-Factor Authentication: MFA) ด้วยแอปพลิเคชัน Synology Secure Signin เพื่ออุดช่องโหว่ด้านรหัสผ่านของผู้ใช้งาน

Synology Secure SignIn นำเสนอวิธีการเข้าสู่ระบบที่ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ผู้ใช้สามารถอนุมัติยืนยันตัวตนผ่านการลงชื่อเข้าใช้ผ่านแอปพลิเคชัน Synology Secure SignIn เพียงผู้ใช้งานตั้งค่าฟังก์ชันเปิดใช้งานใน DSM ล่วงหน้า และดาวน์โหลดติดตั้งแอปพลิเคชัน Synology Secure SignIn บนอุปกรณ์มือถือ เมื่อต้องการเข้าสู่ระบบ แอปในโทรศัพท์จะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตน และจากที่กล่าวไปข้างต้น Synology ยังรองรับการยืนยันตัวตนผ่านคีย์ความปลอดภัยฮาร์ดแวร์ FIDO ที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการเข้าสู่ระบบของบัญชี DSM ผ่านคีย์ USB หรือ Windows Hello / Touch ID ในตัวบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เพื่อตัวเลือกการลงชื่อเข้าใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น 

บทสรุป

DSM 7.0 ให้การออกแบบกลไกการจัดเก็บข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อลดเวลาที่ข้อมูลมีความเสี่ยงและเพิ่มความเสถียร ด้วย Active Insight ที่ให้คำแนะนำด้านสถานะของระบบแบบเรียลไทม์และชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยให้ฝ่ายไอทีควบคุมสถานะของโครงสร้างข้อมูลในสภาพแวดล้อมการทำงานได้อย่างเต็มที่ และ Hybrid Share การผสานรวมระบบคลาวด์ที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับองค์กรที่ติดตั้งอุปกรณ์ที่หลายสาขา รวมถึง Secure Signin ตัวเลือกแอปพลิเคชันการลงชื่อเข้าใช้งานที่ปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ให้มั่นใจถึงความเสถียร ความสะดวกในการจัดการ และความปลอดภัยข้อมูลไอทีในระดับองค์กร นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระให้กับฝ่ายไอทีและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมขององค์กร

Previous Post Next Post