BANPU NEXT โชว์ผลงานปี 63 ขยายฐานลูกค้าโซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์ลอยน้ำทั้งในไทย และเอเชียแปซิฟิก กำลังผลิตรวมกว่า 225 MW พร้อมเดินหน้ายกระดับบริการหลังการขาย ดึงเทคโนโลยี IoT เสริมประสิทธิภาพแอปฯ “BANPU” เพิ่มฟีเจอร์ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่แบบเรียลไทม์


บ้านปู เน็กซ์ บริษัทลูกของบ้านปูฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โชว์ผลงานปี 63 คว้าโปรเจกต์ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์ลอยน้ำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมกำลังผลิตกว่า 225 เมกะวัตต์ โดยในประเทศไทยปิดดีลแบรนด์ยักษ์ใหญ่หลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ‘ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส’ ‘บีทาเก้น’ ‘ธนาคาร ยูโอบี ประเทศไทย สาขาถนนไฮเวย์-เชียงใหม่’ ‘โชว์รูมโตโยต้า จ.สุโขทัย’ และอีกมากมาย รวมกำลังผลิตกว่า 38 เมกะวัตต์ ดันพอร์ตลูกค้าโซลาร์เติบโตครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ประกาศลุยยกระดับบริการหลังการขาย นำเทคโนโลยี IoT มาเพิ่มประสิทธภาพ และพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ที่สามารถตรวจสอบการใช้ไฟได้แบบเรียลไทม์ ทั้งจากระบบโซลาร์ โครงข่ายการไฟฟ้า และแบตเตอรี่ พร้อมเผยแนวโน้มการติดตั้งโครงการโซลาร์ยังคงเติบโต ตั้งเป้าปี 64 เดินหน้าคว้าลูกค้าใหม่ ควบคู่กับขยายโปรเจกต์ลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้บ้านปู เน็กซ์ ยังคงได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรม ให้เป็นผู้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เรามีฐานลูกค้าโซลาร์ทั่วประเทศไทย ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น นิคมอุตสาหกรรม โรงแรม โรงงาน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สถานีน้ำมัน สถาบันการศึกษา ตลาด โชว์รูมรถยนต์ รวมถึงธนาคาร รวมถึงในปีนี้ เรายังประเดิมติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในไทยอีกด้วย” บ้านปู เน็กซ์ ไม่เพียงเป็นผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่เป็นเสมือนที่ปรึกษาด้านพลังงานสะอาดที่มีบริการโซลูชันที่หลากลายและครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกกลุ่ม โดยนำความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการติดตั้งระบบฯ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ มาออกแบบการติดตั้งระบบฯ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการใช้พลังงานของแต่ละองค์กร ซึ่งมีทั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์คาร์พอร์ต โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์ลอยน้ำ รวมถึงสามารถมอบบริการด้านเทคโนโลยีพลังงานอื่นๆ ได้อย่างครบวงจร ที่สำคัญมีการนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) มาใช้ควบคุมการทำงานของระบบฯ เพื่อมอบบริการหลังการขายที่ดีที่สุด

ความสำเร็จตลอดปี 2563 บ้านปู เน็กซ์ สามารถปิดดีลลูกค้าโซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์ลอยน้ำในไทย รวมกำลังผลิตกว่า 38 เมกะวัตต์ โดยคว้าลูกค้าใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด บริษัท บีทาเก้น จำกัด ธนาคาร ยูโอบี ประเทศไทย สาขาถนนไฮเวย์-เชียงใหม่ บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด โบ๊ท พลาซ่า จ.ภูเก็ต บริษัท ซี.เอ็น.ไอ. เอ็นจิเนียริ่ง ซัพพลาย จำกัด บริษัท อีจิซเทค จำกัด บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ จำกัด เป็นต้น รวมถึงขยายพื้นที่ติดตั้งให้กับลูกค้าเดิมอย่าง FN Outlet สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ อิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมถึงโครงการซัมเมอร์ ลาซาล และขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ กำลังผลิตรวมกว่า 187 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ในปีนี้ยังได้ยกระดับบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการปรับปรุงแอปพลิเคชัน BANPU เพิ่มฟีเจอร์ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ตรวจสอบการทำงานของไซต์ ไม่ว่าจะเป็น ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า (Energy Flow) ทั้งจากระบบโซลาร์ โครงข่ายการไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ตรวจสอบการผลิตไฟฟ้า ซึ่งลูกค้าสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปเปรียบเทียบและวิเคราะห์การใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถติดตามผลการผลิต และการใช้ไฟฟ้าของระบบฯ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถเรียกดูบิลค่าไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงสามารถแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีเหตุขัดข้อง และรายงานการซ่อมบำรุงได้ในแอปฯ เดียว


“หากรวมกำลังผลิตของทุกไซต์งานที่บ้านปู เน็กซ์เป็นผู้ติดตั้ง สามารถช่วยโลกลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ต่อปีได้กว่า 168,500 ตัน หรือเทียบเท่ากับปลูกต้นไม้กว่า 9,800 ล้านต้น รวมถึงสามารถช่วยองค์กรต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ดังนั้นในปี 2564 บริษัทฯ จะเดินหน้าขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรามีลูกค้าที่อยู่ระหว่างเจรจาอีกจำนวนมาก ขณะเดียวกันจะเดินหน้านำเสนอโซลูชันด้านพลังงานที่หลากหลาย และผลักดันให้ทุกภาคส่วนหันมาใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น และครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนในการสร้างชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) ให้แก่องค์กรลูกค้า รวมถึงขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ให้กับประเทศไทย ตอบเทรนด์เศรษฐกิจยุคโลว์คาร์บอน และสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน” นางสมฤดี กล่าวสรุป

No comments: