2 ใน 3 ขององค์กรไทย เร่งเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค Covid-19

ผลการศึกษาโดยเวิร์กเดย์ ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการบริหารทรัพยากรบุคคล และการเงินสำหรับองค์กร พบว่า เกือบสองในสาม (63%) ขององค์กรไทยได้เร่งแผนการเปลี่ยนสู่เทคโนโลยีดิจิทัล อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ในขณะที่ 26% อยู่ในขั้นตอนของการจัดลำดับความสำคัญ ของเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่

 

การศึกษาเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดความคล่องตัวทางเทคโนโลยีดิจิทัลโดยเวิร์กเดย์ (Workday Digital Agility Index) จัดทำร่วมกับ IDC บริษัทด้านข้อมูลข่าวสารในตลาดเทคโนโลยี โดยได้ทำการสำรวจผู้นำทางธุรกิจระดับอาวุโสและผู้บริหารระดับสูง ในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคล การเงิน และเทคโนโลยีสารสนเทศเกือบ 900 คน ครอบคลุม ตลาดในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ผลการศึกษาเผยถึงการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับความคล่องตัวทางเทคโนโลยีดิจิทัล ในองค์กรชั้นนำของ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

 

องค์กรส่วนใหญ่ยังปรับตัวไม่ทันช่วงโควิด-19

การขาดความคล่องตัวทางเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้องค์กรสามในห้า (61%) ต้องดิ้นรนเมื่อต้องปรับเปลี่ยนแผนการเงิน ของปีนี้ และมีองค์กร 59% ที่ไม่สามารถปรับโครงสร้างได้

ในส่วนของการบริหารงานบุคคลและกระบวนการต่างๆ ขององค์กร พบว่าองค์กรสามในห้า (60%) ขาดการเก็บข้อมูลทักษะ ของพนักงานในองค์กร จึงไม่สามารถจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดครั้งใหญ่ได้ และอีก 35% ไม่สามารถบริหารจัดการกระบวนการอนุมัติและกระบวนการทางธุรกิจที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ได้

นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ในไทยยังกล่าวว่าส่วนงานของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ งานด้านการขาย (76%) รองลงมาเป็นด้านการเงิน (46%) และด้านลูกค้าสัมพันธ์ (43%)

 

ขาดแคลนทักษะด้านดิจิทัล

การขาดทักษะทางด้านดิจิทัลนั้น พิสูจน์แล้วว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความคล่องตัวด้านดิจิทัลขององค์กร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ มากกว่าครึ่ง (57%) ขององค์กรในไทยขาดวัฒนธรรมความคล่องแคล่วทั่วทั้งองค์กร โดยมีองค์กรในสัดส่วนเท่ากัน (57%) ที่เผยว่ามีพนักงานของพวกเขาน้อยกว่าครึ่งที่มีทักษะและความสามารถด้านดิจิทัล และหนึ่งในห้า (20%) กล่าวว่าพวกเขาแทบไม่มีพนักงานที่มีประสบการณ์หรือทักษะด้านดิจิทัลเลย

 

การขาดความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลนี้ อาจเป็นเพราะองค์กรไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของ

บุคลากรที่มี ความสามารถ ว่าเป็นข้อได้เปรียบด้านการแข่งขัน จึงไม่ได้ลงทุนเพื่อสรรหาหรือบ่มเพาะบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ ในขณะที่ 87% ขององค์กรไทยไม่ได้มองว่าพนักงานที่มีศักยภาพสูงเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อบริษัท รวมถึงขาดเครื่องมือและกระบวนการที่เหมาะสมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์

 

ทัศนคติเหล่านี้ขององค์กรยังปรากฏออกมาในด้านการสร้างเสริมประสบการณ์ของพนักงาน โดยมีองค์กรเพียง 37% ที่มองว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดกระบวนการตัดสินใจต่างๆ ขององค์กร

 

จำเป็นต้องเพิ่มความรู้

องค์กรเกือบทั้งหมดหรือ 93% ที่สำรวจ มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น โดยองค์กร 87% พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อดำเนินการตามแผนเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ด้านสำคัญที่สุดที่องค์กรไทยมุ่งเน้นในแผนการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลระหว่าง 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้าคือ ระบบบริการลูกค้า (78%) ระบบการสร้างรายได้ในส่วนที่ติดต่อกับลูกค้า (78%) และระบบบริหารจัดการภายในขององค์กร (70%) ส่วนด้านที่สำคัญน้อยที่สุดคือ ช่องทางสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าต่างๆ (37%) และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (35%)

ร็อบ เวลส์ ประธานบริษัทเวิร์กเดย์ ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ได้มุ่งเน้นที่ ความสำคัญ ของธุรกิจที่ต้องมีความคล่องตัวแบบดิจิทัล หากปราศจากหัวใจสำคัญจากด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมองค์กร จะไม่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป ในปีนี้บริษัทส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำการ เปลี่ยนแปลง ครั้งสำคัญในแผนการเงินและทรัพยากรมนุษย์ที่รวดเร็วและฉับพลัน และการวิจัยของเราได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการออฟไลน์ขัดขวางความคล่องตัวขององค์กร ผมหวังว่าผลการศึกษาครั้งนี้จะส่งเสริมให้ผู้นำจำนวนมาก หันมาทบทวนอย่างจริงจังเกี่ยวกับวิธีการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร และพนักงาน”

เดเนียล-โซ จิเมเนซ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของวิสาหกิจแห่งอนาคต และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท IDC เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ผลการสำรวจมีความสอดคล้องกับ งานวิจัยของ IDC เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (DX) และผลกระทบของโควิด-19 ต่อองค์กรในเอเชียแปซิฟิก ที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือ ความอยู่รอดของบริษัท วิกฤติครั้งนี้ไม่เพียงแต่นำมาซึ่ง ความท้าทายใหม่แต่ยังเพิ่มความรุนแรงของความไร้ประสิทธิภาพ ที่มีอยู่แล้วให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้หลายองค์กร จำเป็นต้องมุ่งเน้นความคล่องตัวและปรับตัวได้ องค์กรที่เห็นวิกฤตินี้ เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงและเร่งธุรกิจให้ เข้าสู่ดิจิทัลจะยิ่งแข็งแกร่งและปรับตัวได้เป็นอย่างดีในยุค Next Normal”

No comments: