การเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจด้วยเทคโนโลยี


สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในเรื่องการดำเนินธุรกิจให้ต่อเนื่อง กระแสเงินสด และปัญหาเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทาน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการสร้างรากฐานที่แข็งแรงเพื่อให้องค์กรสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติอีกครั้ง

ธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องมีความฉับไวและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะในด้านบุคลากร กระบวนการทำงาน ความมั่นคงปลอดภัย หรือเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตอบรับกับวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น

ทว่าแม้แต่ภายใต้วิกฤติกาล ธุรกิจยังคงต้องคิดค้นนวัตกรรมและออกแบบกลยุทธ์ในการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยังสามารถดำเนินอยู่บนเส้นทางสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ องค์กรจึงต้องมองข้ามเรื่องต้นทุนทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสร้างความเข้าใจถึงผลตอบแทนที่จะได้รับจากสิ่งนี้ในระยะยาว ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้

ความยุ่งยากในการอัปเดตระบบธุรกิจให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันลูกค้าเคยชินกับความสะดวกสบายที่ได้รับจากบริการแบบครบวงจรจากภาคธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทที่มีรูปแบบธุรกิจที่ยืดหยุ่นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องของประสบการณ์ลูกค้า การเงิน ทรัพยากรบุคคล และกระบวนการ Supply Chain โดยต้องครอบคลุมทุก touch points ของลูกค้านับพัน รวมถึงการตั้งราคา การส่งมอบสินค้า และทางเลือกการชำระค่าบริการ

สำหรับโครงสร้างองค์กรทั่วไป ทีมบริการลูกค้าและฝ่ายขายจะรับผิดชอบติดต่อเพื่อให้บริการลูกค้าโดยตรง ส่วนฝ่ายการเงินและธุรการจะคอยสนับสนุนขั้นตอนการทำงานที่จำเป็นเพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าชั้นเลิศ ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องมีการผสานการปฏิบัติงานอย่างราบรื่นและสามารถมองเห็นถึงระบบงานของแต่ละฝ่ายได้ ซึ่งนี่คือบททดสอบประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายวางแผนทรัพยากรขององค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) ของบริษัทชั้นนำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เมื่อระบบการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กร หรือที่นิยมเรียกกันว่า ERP (ทั้งฝ่ายการเงิน HR และ Supply Chain) ต้องถูกบริหารจัดการเฉพาะในบริษัทเท่านั้น ย่อมเกิดปัญหาในด้านการสนับสนุนและการซ่อมบำรุงตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่อาศัยต้นทุนสูงมาก ธุรกิจอาจต้องเสียทั้งเวลาและกำลังคนมากกว่าที่คาดคิดในการรับประกันว่าพวกเขามีเทคโนโลยีการทำงานที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

อีกทั้งการผสานขั้นตอนการทำงานระหว่างระบบบริการซอฟต์แวร์ (SaaS) และระบบดั้งเดิมก็ถือเป็นความท้าทายอย่างมากเช่นกัน บริษัทบางแห่งให้ความสำคัญกับการมีระบบที่รวดเร็วและทันสมัย แต่การนำระบบใหม่มาใช้แทนทั้งหมดในทันทีก็จะเป็นการผลาญงบประมาณทั้งหมดได้เช่นกัน ซึ่งความเข้าใจผิดที่ว่าต้องยกเครื่องระบบใหม่ทั้งหมดนี้เอง ที่ทำให้บริษัทต่าง ๆ ไม่ยอมหันมาใช้งานโซลูชั่นคลาวด์รูปแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวทางลดความยุ่งยากที่เกิดขึ้นและทำให้การปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัลสามารถทำได้ง่ายกว่าที่คิด โดยแอปพลิเคชันในลักษณะบริการซอฟต์แวร์สำหรับการดำเนินธุรกิจถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมีระบบการอัปเดตแบบอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์บ่อยเกินไป ซึ่งในระยะยาวนั้น ธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากการลดค่าซ่อมบำรุง และมีทรัพยากรเหลือสำหรับการทำงานในเชิงกลยุทธ์และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ

หนทางสู่ Smarter Business: อัตโนมัติ ครบวงจร และครอบคลุม


โดยหลักการทำงานแล้ว บริการซอฟต์แวร์ (SaaS) ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสมัครและใช้งานแอปพลิเคชันผ่านระบบคลาวด์ ในขณะที่ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์จะคอยช่วยบริหารและอัปเดตแอปพลิเคชัน ระบบบริการคลาวด์รุ่นใหม่จะมอบโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบ ฉับไว ปลอดภัย และผสานขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ของทั้งองค์กร ซึ่งครอบคลุมทั้งฝ่ายการเงินและบัญชี การจัดซื้อ การบริหารโครงการ การบริหารการขนส่ง ทรัพยากรบุคคล บริการลูกค้า การตลาด และอีกมากมาย

การบริหารขั้นตอนการดำเนินธุรกิจหลักและข้อมูลประสบการณ์ลูกค้าบนแพลตฟอร์มเดียว จะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับองค์ความรู้เชิงลึก และสามารถตัดใจได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ดีกว่าและก้าวล้ำทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด

หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรธุรกิจที่หันมาใช้งานและได้รับประโยชน์จากโซลูชั่นคลาวด์คือ บริษัทเงินติดล้อ ผู้นำด้านธุรกรรมการเงินรายย่อยในประเทศไทยซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้โซลูชั่นด้านการเงินแบบติดตั้งฐานข้อมูลในองค์กรของออราเคิลมาเป็นเวลานาน ได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้โซลูชั่นการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) บนระบบคลาวด์ของออราเคิล ซึ่งทำให้บริษัทมีฟีเจอร์การทำงานใหม่มากมาย พร้อมความสามารถขั้นสูงในการบริหารจัดการข้อมูลที่สมบูรณ์แบบด้วยการทำงานบนแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งช่วยลดต้นทุนในภาพรวมได้อย่างดีเยี่ยม

การเสริมความแข็งแกร่งในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล: ใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่น

ช่วงเวลาที่ยากลำบากคือตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชั้นเยี่ยม สถานการณ์ปัจจุบันช่วยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงช่องโหว่ในแผนบริหารธุรกิจของบริษัทหลายแห่ง ส่วนบริษัทที่เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัลแล้ว วิกฤติการณ์ครั้งนี้จะถือเป็นบททดสอบขีดความสามารถด้านดิจิทัลของคุณได้เป็นอย่างดี



เทคโนโลยีสามารถตอบสนองความจำเป็นและช่วยสร้างอนาคตแห่งการทำงานที่ยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจได้ วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องตรวจสอบแผนธุรกิจของคุณ เพื่ออุดช่องโหว่ขององค์กรด้วยเทคโนโลยีที่ทรงประสิทธิภาพ
การเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจด้วยเทคโนโลยี การเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจด้วยเทคโนโลยี Reviewed by Ai iT on April 30, 2020 Rating: 5

No comments:

Powered by Blogger.