การเปิดเกมใหม่ของฝ่ายบริหารจัดการข้อมูลธุรกิจด้วย “ระบบอัตโนมัติ”


แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมหลายประเภทต่างนำคำ ๆ นี้ไปใช้กับผลิตภัณฑ์ของตน เช่น สินค้ายานพาหนะ แต่แท้ที่จริงแล้ว คำว่า “อัตโนมัติ” หมายถึงอะไรกันแน่ ? และเราจะได้รับผลกระทบหรือประโยชน์ใดจากสิ่งนี้ ?

แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมหลายประเภทต่างนำคำ ๆ นี้ไปใช้กับผลิตภัณฑ์ของตน เช่น สินค้ายานพาหนะ แต่แท้ที่จริงแล้ว คำว่า “อัตโนมัติ” หมายถึงอะไรกันแน่ ? และเราจะได้รับผลกระทบหรือประโยชน์ใดจากสิ่งนี้ ?


ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายใหม่ด้วยระบบอัตโนมัติ
ในทำนองเดียวกัน องค์กรและภาคธุรกิจต่าง ๆ ในอาเซียนที่ต้องการสร้างความสำเร็จในเศรษฐกิจยุคดิจิทัลก็ต้องทำแบบเดียวกัน นั่นคือการมองย้อนเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบันผ่านการพิจารณาโอกาสต่าง ๆ เพื่อสร้างการเติบโตและการพัฒนา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดแผนปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายใหม่นั้น ซึ่งแผนปฏิบัตินี้จะยิ่งทวีความสำคัญในยามที่องค์กรต่าง ๆ  กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เฉกเช่นทุกวันนี้

ท่ามกลางยุคสมัยใหม่นี้ ผู้บริโภคต่างเรียกร้องให้ธุรกิจพร้อมให้บริการแก่พวกเขาได้ทุกเมื่อ รวมถึงต้องการโซลูชั่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ย่างตรงจุด ซึ่งในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าชั้นเลิศเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ องค์กรต่าง ๆ จึงต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดในธุรกิจของตนเองได้ตลอดเวลา เพื่อให้พนักงานสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วกว่าโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล

ความยากลำบากที่รออยู่เบื้องหน้า
อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายอีกมากมายที่บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญ เมื่อต้องการก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยข้อมูล

องค์กรทุกวันนี้ต้องเผชิญกับข้อมูลปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งถูกสร้างเพิ่มขึ้นทุกวันในหลากหลายรูปแบบโดยมาจากแหล่งข้อมูลภายนอกที่องค์กรไม่เคยใช้งานมาก่อนนอกจากนี้ ข้อมูลวิสาหกิจซึ่งคุณเคยคิดว่าเป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายที่สุด ก็มักถูกจัดเก็บในหลายแห่งแยกจากกัน โดยสามารถนำมาใช้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การใช้ประโยชน์ทั้งจากข้อมูลใหม่และข้อมูลเดิมที่มีอยู่ก็ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และจำเป็นต้องมีโซลูชั่นที่เหนือล้ำกว่าความสามารถของมนุษย์

นอกจากนี้ การใช้งานแอปพลิเคชันและโซลูชั่นธุรกิจสมัยใหม่ซึ่งจำเป็นต้องมีทั้งประสบการณ์ ข้อมูล เป้าหมาย และบริการที่เข้าถึงได้เพื่อทำให้ข้อมูลสามารถทำงานได้นั้น ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคของผู้ใช้งานได้ ดังที่เอกสารรายงานนวัตกรรมของออราเคิลประจำปี 2562 (2019 Oracle Innovation Report) พบว่า ในเอเชียแปซิฟิก มีโครงการด้านนวัตกรรมไม่ถึง 20ที่เกิดขึ้นและทำงานได้จริงแม้จะมีข้อมูลเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการเติบโตกับนวัตกรรมก็ตาม[1]เหตุผลสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ ธุรกิจต่าง ๆ ยังขาดแคลนเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้งานและส่งมอบโครงการด้านนวัตกรรมของพวกเขาได้

ความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลก็เป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนสำคัญที่วิสาหกิจต้องเผชิญเมื่อธุรกิจต่าง ๆ เกิดการใช้ข้อมูลกันอย่างฉับไว  ก็จะเกิดความเสี่ยงที่พวกเขาอาจละเลยด้านความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูล และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของข้อมูลเชิงลึกที่กลั่นกรองจากข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ

การสร้างโอกาสใหม่ในทศวรรษใหม่
นับเป็นโชคดีที่เทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ สามารถช่วยลดการแทรกแซงของมนุษย์ ซึ่งจำเป็นต่อการเพิ่มความฉับไวในการทำงานและความมั่นคงปลอดภัยที่จำเป็น

เทคโนโลยีเหล่านี้ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติใหม่ในการบริหารจัดการข้อมูลด้วยOracle Autonomous Databaseผ่านความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI)และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning:ML) ซึ่งเป็นแกนการทำงานหลัก ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ประกอบด้วย Oracle Autonomous Data Warehouse และOracle Autonomous Transaction Processing Databaseที่ช่วยลดภาระงานอันน่าเบื่อหน่ายมากมายซึ่งเดิมทีต้องใช้เวลาสะสางกันหลายชั่วโมง นับตั้งแต่การบริหารหน่วยความจำไปจนถึงการตรวจสอบภาระงานและการปรับค่าข้อมูลทั้งหมดให้สามารถขับเคลื่อนการทำงานด้วยตนเองและซ่อมแซมตนเองได้ ซึ่งความสามารถของระบบอัตโนมัติยังเหมาะกับการรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล เพราะทำให้เกิดประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยได้ด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ โดยสามารถตรวจจับ ตอบสนอง และป้องกันการคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกได้ 

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ฐานข้อมูลระบบอัตโนมัติ (Autonomous Database) จะช่วยปลดปล่อยทีมงานฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศให้สามารถใช้เวลาไปกับงานอื่น ๆ ที่สร้างมูลค่าให้แก่ธุรกิจได้มากกว่าหากผลกระทบก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะในความเป็นจริง ผลของการใช้ Autonomous Databaseยังแผ่ขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ขององค์กรนอกเหนือจากฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงฝ่ายการเงิน ฝ่ายปฏิบัติการ และการตลาด 

เน้นย้ำอีกครั้งว่า การใช้ปัญญาประดิษฐ์และระบบการเรียนรู้ของเครื่องช่วยสร้างข้อมูลเชิงลึกที่กลั่นกรองจากข้อมูลที่มีอยู่ในระบบได้เพียงปลายนิ้วของพนักงาน ผู้ซึ่งจำเป็นต้องใช้มันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายที่สุด ซึ่งจะปฏิวัติวิธีการเข้าถึงและการใช้ข้อมูลของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง 

การสร้างผลกระทบที่แท้จริง
พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG Energy) ผู้ให้บริการแบบครบวงจรชั้นนำซึ่งมีธุรกิจเชื้อเพลิงใหญ่เป็นอันดับสองของเมืองไทย ถือเป็นกรณีตัวอย่างขององค์กรที่ได้รับประโยชน์จากระบบ Oracle Autonomous Databaseในฐานะวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งพลังงานหมุนเวียน ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าสะดวกซื้อ และอื่น ๆ พีทีจีจึงจำเป็นต้องมั่นใจได้ว่า แรงงานมีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดผ่านการใช้แหล่งข้อมูลเดียวกัน อย่างไรก็ดี ธุรกิจของบริษัทยังคงต้องพึ่งพาฐานข้อมูลเดิมที่ไม่สามารถตอบสนองธุรกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งส่งผลให้เกิดการรายงานผลและการตัดสินใจที่เชื่องช้า

เมื่อเปลี่ยนมาใช้งานระบบOracle Autonomous Databaseทำให้พีทีจีสามารถระบุถึงพฤติกรรมลูกค้ารูปแบบใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นสำหรับการตั้งเป้าหมายของธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่เพิ่งค้นพบใหม่ที่ช่วยให้พีทีจีสามารถยกระดับประสบการณ์การให้บริการลูกค้าในภาพรวมได้อย่างดีเยี่ยม

อีกหนึ่งกรณีตัวอย่างคือ ฟอร์ท สมาร์ท (Forth Smart) ผู้ให้บริการทางการเงินซึ่งมีเครื่องจำหน่ายแบบหยอดเหรียญมากกว่า 120,000 เครื่องในประเทศไทย โดยให้บริการเติมเงินสมาร์ทโฟนและโอนเงินแก่ลูกค้าทั่วไป และมีการทำธุรกรรมราว 2 ล้านรายการต่อวัน เมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติ ทำให้ ฟอร์ท สมาร์ท ได้ข้อมูลเชิงลึกจากเครือข่ายเครื่องบริการได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งแต่เดิมต้องเวลา 3 วันในการรวบรวมข้อมูลชุดเดียวกันนี้ สิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการรายงานผลทางการเงินของบริษัท และช่วยให้บริษัทสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีความซับซ้อนเพื่อทำการวิเคราะห์คาดการณ์ล่วงหน้า ช่วยให้สามารถเลือกมุ่งเน้นการคิดค้นนวัตกรรมใหม่เฉพาะด้านได้ดียิ่งขึ้น 

การเริ่มต้นใหม่ในยุคระบบอัตโนมัติ
ทุกองค์กรจำเป็นต้องดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และตระหนักถึงมูลค่าของข้อมูลทั้งหมดของบริษัทเพื่อใช้สร้างความเติบโตในโลกเศรษฐกิจซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือเกิดขึ้นทุกวัน และนวัตกรรมถือเป็นสิ่งสำคัญสู่ความสำเร็จ ประโยชน์ที่ได้เห็นจากกรณีตัวอย่างทั้งสองนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า เพราะเหตุใดเราจึงเชื่อมั่นว่าระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวางรากฐานของธุรกิจสมัยใหม่ทุกประเภท

ด้วยความสามารถในการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง การซ่อมแซมตัวเอง และการรักษาความปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง ทำให้ระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วฉับไว ทั้งยังสามารถโยกย้ายทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่กิจกรรมต่าง ๆ และมอบข้อมูลให้แก่พนักงานได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยมีระดับการแทรกแซงน้อยที่สุด

เมื่อผสานผลลัพธ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน จะทำให้บริษัทต่าง ๆ สามารถก้าวเข้าสู่อาณาจักรแห่งนวัตกรรมได้อย่างลึกซึ้ง สามารถขจัดคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทมีความสามารถและข้อมูลเชิงลึกในการมอบข้อเสนอที่มีมูลค่าโดดเด่นแก่ลูกค้าและเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า ซึ่งสิ่งนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอัตราการจำหน่ายเร็วและมีต้นทุนต่ำ ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคอาเซียน


ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายใหม่ด้วยระบบอัตโนมัติ
ในทำนองเดียวกัน องค์กรและภาคธุรกิจต่าง ๆ ในอาเซียนที่ต้องการสร้างความสำเร็จในเศรษฐกิจยุคดิจิทัลก็ต้องทำแบบเดียวกัน นั่นคือการมองย้อนเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบันผ่านการพิจารณาโอกาสต่าง ๆ เพื่อสร้างการเติบโตและการพัฒนา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดแผนปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายใหม่นั้น ซึ่งแผนปฏิบัตินี้จะยิ่งทวีความสำคัญในยามที่องค์กรต่าง ๆ  กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เฉกเช่นทุกวันนี้

ท่ามกลางยุคสมัยใหม่นี้ ผู้บริโภคต่างเรียกร้องให้ธุรกิจพร้อมให้บริการแก่พวกเขาได้ทุกเมื่อ รวมถึงต้องการโซลูชั่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ย่างตรงจุด ซึ่งในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าชั้นเลิศเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ องค์กรต่าง ๆ จึงต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดในธุรกิจของตนเองได้ตลอดเวลา เพื่อให้พนักงานสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วกว่าโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล

ความยากลำบากที่รออยู่เบื้องหน้า
อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายอีกมากมายที่บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญ เมื่อต้องการก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยข้อมูล

องค์กรทุกวันนี้ต้องเผชิญกับข้อมูลปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งถูกสร้างเพิ่มขึ้นทุกวันในหลากหลายรูปแบบโดยมาจากแหล่งข้อมูลภายนอกที่องค์กรไม่เคยใช้งานมาก่อนนอกจากนี้ ข้อมูลวิสาหกิจซึ่งคุณเคยคิดว่าเป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายที่สุด ก็มักถูกจัดเก็บในหลายแห่งแยกจากกัน โดยสามารถนำมาใช้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การใช้ประโยชน์ทั้งจากข้อมูลใหม่และข้อมูลเดิมที่มีอยู่ก็ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และจำเป็นต้องมีโซลูชั่นที่เหนือล้ำกว่าความสามารถของมนุษย์

นอกจากนี้ การใช้งานแอปพลิเคชันและโซลูชั่นธุรกิจสมัยใหม่ซึ่งจำเป็นต้องมีทั้งประสบการณ์ ข้อมูล เป้าหมาย และบริการที่เข้าถึงได้เพื่อทำให้ข้อมูลสามารถทำงานได้นั้น ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคของผู้ใช้งานได้ ดังที่เอกสารรายงานนวัตกรรมของออราเคิลประจำปี 2562 (2019 Oracle Innovation Report) พบว่า ในเอเชียแปซิฟิก มีโครงการด้านนวัตกรรมไม่ถึง 20ที่เกิดขึ้นและทำงานได้จริงแม้จะมีข้อมูลเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการเติบโตกับนวัตกรรมก็ตาม[1]เหตุผลสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ ธุรกิจต่าง ๆ ยังขาดแคลนเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้งานและส่งมอบโครงการด้านนวัตกรรมของพวกเขาได้

ความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลก็เป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนสำคัญที่วิสาหกิจต้องเผชิญเมื่อธุรกิจต่าง ๆ เกิดการใช้ข้อมูลกันอย่างฉับไว  ก็จะเกิดความเสี่ยงที่พวกเขาอาจละเลยด้านความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูล และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของข้อมูลเชิงลึกที่กลั่นกรองจากข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ

การสร้างโอกาสใหม่ในทศวรรษใหม่
นับเป็นโชคดีที่เทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ สามารถช่วยลดการแทรกแซงของมนุษย์ ซึ่งจำเป็นต่อการเพิ่มความฉับไวในการทำงานและความมั่นคงปลอดภัยที่จำเป็น

เทคโนโลยีเหล่านี้ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติใหม่ในการบริหารจัดการข้อมูลด้วยOracle Autonomous Databaseผ่านความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI)และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning:ML) ซึ่งเป็นแกนการทำงานหลัก ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ประกอบด้วย Oracle Autonomous Data Warehouse และOracle Autonomous Transaction Processing Databaseที่ช่วยลดภาระงานอันน่าเบื่อหน่ายมากมายซึ่งเดิมทีต้องใช้เวลาสะสางกันหลายชั่วโมง นับตั้งแต่การบริหารหน่วยความจำไปจนถึงการตรวจสอบภาระงานและการปรับค่าข้อมูลทั้งหมดให้สามารถขับเคลื่อนการทำงานด้วยตนเองและซ่อมแซมตนเองได้ ซึ่งความสามารถของระบบอัตโนมัติยังเหมาะกับการรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล เพราะทำให้เกิดประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยได้ด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ โดยสามารถตรวจจับ ตอบสนอง และป้องกันการคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกได้ 

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ฐานข้อมูลระบบอัตโนมัติ (Autonomous Database) จะช่วยปลดปล่อยทีมงานฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศให้สามารถใช้เวลาไปกับงานอื่น ๆ ที่สร้างมูลค่าให้แก่ธุรกิจได้มากกว่าหากผลกระทบก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะในความเป็นจริง ผลของการใช้ Autonomous Databaseยังแผ่ขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ขององค์กรนอกเหนือจากฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงฝ่ายการเงิน ฝ่ายปฏิบัติการ และการตลาด 

เน้นย้ำอีกครั้งว่า การใช้ปัญญาประดิษฐ์และระบบการเรียนรู้ของเครื่องช่วยสร้างข้อมูลเชิงลึกที่กลั่นกรองจากข้อมูลที่มีอยู่ในระบบได้เพียงปลายนิ้วของพนักงาน ผู้ซึ่งจำเป็นต้องใช้มันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายที่สุด ซึ่งจะปฏิวัติวิธีการเข้าถึงและการใช้ข้อมูลของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง 

การสร้างผลกระทบที่แท้จริง
พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG Energy) ผู้ให้บริการแบบครบวงจรชั้นนำซึ่งมีธุรกิจเชื้อเพลิงใหญ่เป็นอันดับสองของเมืองไทย ถือเป็นกรณีตัวอย่างขององค์กรที่ได้รับประโยชน์จากระบบ Oracle Autonomous Databaseในฐานะวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งพลังงานหมุนเวียน ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าสะดวกซื้อ และอื่น ๆ พีทีจีจึงจำเป็นต้องมั่นใจได้ว่า แรงงานมีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดผ่านการใช้แหล่งข้อมูลเดียวกัน อย่างไรก็ดี ธุรกิจของบริษัทยังคงต้องพึ่งพาฐานข้อมูลเดิมที่ไม่สามารถตอบสนองธุรกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งส่งผลให้เกิดการรายงานผลและการตัดสินใจที่เชื่องช้า

เมื่อเปลี่ยนมาใช้งานระบบOracle Autonomous Databaseทำให้พีทีจีสามารถระบุถึงพฤติกรรมลูกค้ารูปแบบใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นสำหรับการตั้งเป้าหมายของธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่เพิ่งค้นพบใหม่ที่ช่วยให้พีทีจีสามารถยกระดับประสบการณ์การให้บริการลูกค้าในภาพรวมได้อย่างดีเยี่ยม

อีกหนึ่งกรณีตัวอย่างคือ ฟอร์ท สมาร์ท (Forth Smart) ผู้ให้บริการทางการเงินซึ่งมีเครื่องจำหน่ายแบบหยอดเหรียญมากกว่า 120,000 เครื่องในประเทศไทย โดยให้บริการเติมเงินสมาร์ทโฟนและโอนเงินแก่ลูกค้าทั่วไป และมีการทำธุรกรรมราว 2 ล้านรายการต่อวัน เมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติ ทำให้ ฟอร์ท สมาร์ท ได้ข้อมูลเชิงลึกจากเครือข่ายเครื่องบริการได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งแต่เดิมต้องเวลา 3 วันในการรวบรวมข้อมูลชุดเดียวกันนี้ สิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการรายงานผลทางการเงินของบริษัท และช่วยให้บริษัทสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีความซับซ้อนเพื่อทำการวิเคราะห์คาดการณ์ล่วงหน้า ช่วยให้สามารถเลือกมุ่งเน้นการคิดค้นนวัตกรรมใหม่เฉพาะด้านได้ดียิ่งขึ้น 

การเริ่มต้นใหม่ในยุคระบบอัตโนมัติ
ทุกองค์กรจำเป็นต้องดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และตระหนักถึงมูลค่าของข้อมูลทั้งหมดของบริษัทเพื่อใช้สร้างความเติบโตในโลกเศรษฐกิจซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือเกิดขึ้นทุกวัน และนวัตกรรมถือเป็นสิ่งสำคัญสู่ความสำเร็จ ประโยชน์ที่ได้เห็นจากกรณีตัวอย่างทั้งสองนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า เพราะเหตุใดเราจึงเชื่อมั่นว่าระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวางรากฐานของธุรกิจสมัยใหม่ทุกประเภท

ด้วยความสามารถในการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง การซ่อมแซมตัวเอง และการรักษาความปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง ทำให้ระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วฉับไว ทั้งยังสามารถโยกย้ายทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่กิจกรรมต่าง ๆ และมอบข้อมูลให้แก่พนักงานได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยมีระดับการแทรกแซงน้อยที่สุด

เมื่อผสานผลลัพธ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน จะทำให้บริษัทต่าง ๆ สามารถก้าวเข้าสู่อาณาจักรแห่งนวัตกรรมได้อย่างลึกซึ้ง สามารถขจัดคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทมีความสามารถและข้อมูลเชิงลึกในการมอบข้อเสนอที่มีมูลค่าโดดเด่นแก่ลูกค้าและเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า ซึ่งสิ่งนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอัตราการจำหน่ายเร็วและมีต้นทุนต่ำ ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคอาเซียน
Previous Post Next Post