HP จัดเสวนาผลสำรวจ New Asian Learning Experience เผยสถิติ และหัวข้อความสนใจของครอบครัวยุคใหม่ต่อการเรียนรู้ของลูกเพื่อวางรากฐานสู่อนาคต HP Identifies Parental Focus on Preparing Children Future Ready


 “HP New Asian Learning Experience เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ของครอบครัวยุคใหม่” นำโดย ปวิณ วรพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย ร่วมเสวนากับ ศาสตราจารย์ ดร. สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของไทย และครอบครัวนักแสดง ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ พร้อมภรรยา สุนิสา เจทท์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เปิดมุมมองเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กยุคเทคโนโลยี ตลอดจนแนวทาง และบทบาทของผู้ปกครองในการเตรียมความพร้อมสำหรับลูกหลานสู่อนาคตที่มั่นคง 


“ในฐานะพ่อแม่การให้การศึกษากับลูกหลานอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เอชพีตระหนักในข้อกังวลนี้จึงพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่มารองรับสื่อดิจิทัลและสิ่งพิมพ์ที่จะช่วยให้สนับสนุนการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้แน่ใจว่าลูกหลาน ได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในแต่ละช่วงวัย” ปวิณ วรพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนบทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อการเรียนรู้ของเด็ก และนำเทคโนโลยีมาผสมผสานในการเรียนรู้ เอชพี ได้แสดงผลวิจัยโครงการ New Asian Learning Experience ซึ่งเป็นการสำรวจทัศนคติและบุคลิกลักษณะของ พ่อแม่ยุคใหม่ที่มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้านของผู้ปกครองกลุ่มมิลเลนเนียล จำนวน 3,177 คน จาก 7 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ อินเดีย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย 

พบว่าความเชื่อและความคาดหวังที่แตกต่างกันไปนั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ปกครองในการกำหนดการเรียนรู้ของลูก การเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเด็กเรียนรู้ ตลอดจนการเสียสละต่างๆ เพื่ออนาคตของลูก

ผลสำรวจชี้ให้เห็นถึงความมุ่งหวังของผู้ปกครองในการเตรียมลูกหลานสู่อนาคต
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจากผลของเทคโนโลยี ผู้ปกครองกังวลว่าลูกๆ จะไม่สามารถ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและไม่พร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคตได้ ซึ่งการสำรวจพบข้อมูลเชิงลึกดังนี้:
  • อนาคตที่มั่นคงของเด็กคือความกังวลสูงสุดของผู้ปกครอง
    • ผลสำรวจโดยรวมชี้ให้เห็นว่า อนาคตที่มั่นคงของเด็ก คือความกังวลสูงสุดของผู้ปกครองทุกคน 66% กังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น 42% กังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงาน 54% กังวลเรื่องทักษะที่ถูกต้องต่อบทบาทชีวิตในอนาคต
    • สำหรับผู้ปกครองยุคใหม่ของประเทศไทย 65% กังวลเรื่องค่าครองชีพมากที่สุด และรองลงมา 54% เป็นห่วงเรื่องการสร้างทักษะที่ถูกต้องให้กับเด็กในอนาคต 
  • ผู้ปกครองเอเชียยุคใหม่ ต้องการให้ลูกหลานพัฒนาทักษะทางสังคมควบคู่กับการมีความสุข
    • ผู้ปกครองชาวเอเชียยุคใหม่ต้องการให้ลูกหลานพัฒนาทักษะทางสังคมควบคู่กับการมีความสุข โดย 83% ผู้ปกครองต้องการให้ลูกหลานมีความสุขเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในขณะที่ผู้ปกครองไทย 68% ต้องการให้ลูก สามารถทำได้ดีที่สุดในสิ่งที่พวกเขาทำ และ 66% ของผู้ปกครองไทย ระบุความมั่นคงของงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ
    • ครอบครัวไทย 61% ยังเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะและรูปแบบการเรียนการสอนที่รองรับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้ของลูกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต และ 57% ของผู้ปกครองไทยยุคใหม่ต้องการพัฒนาลูกให้ด้านสติปัญญาซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด
  • เด็กๆ ต้องถูกเตรียมให้พร้อม สำหรับการเรียนรู้ยุคดิจิทัล
    • การเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างสิ่งพิมพ์และดิจิทัลนั้นมีผลเชิงบวกมากกว่าการเรียนรู้บนสิ่งพิมพ์และบนดิจิทัลเพียงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การเรียนรู้บนสิ่งพิมพ์กับบนดิจิทัลให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน และผู้ปกครองเชื่อว่าสิ่งพิมพ์ให้ผลที่ดีกว่าสำหรับการอ่านเพื่อความเข้าใจ การใช้เวลาในการอ่าน การเรียนคำศัพท์และการจดจำ ในขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสร้างวิจารณญาณ
    • ผู้ปกครองไทย 57% ใช้การเรียนรู้แบบผสมผสานสำหรับการเรียนรู้ด้านศิลปะ รองลงมาคือการเรียนรู้ด้านภาษา 56% และทักษะดนตรี 41%
  • ผู้ปกครองช่วยลูกในการเรียนรู้เพราะเป็นโอกาสสร้างความผูกพัน
    • จากผลสำรวจพบว่า ผู้ปกครองชอบใช้เวลาเรียนรู้กับลูกเพราะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความผูกพันและพัฒนาทักษะด้านปฏิสัมพันธ์
    • การสำรวจยังพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ปกครองสูงสุดถึง 89% ที่ระบุว่า เหตุผลที่ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของเด็ก คือต้องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ผู้ปกครองเห็นว่าการใช้เวลาเรียนรู้ร่วมกับเด็กเป็นการพัฒนาทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่
  • ผู้ปกครองยอมเสียสละเพื่อการศึกษาของเด็กๆ โดยการส่งเสริมให้ลูกเรียนพิเศษ
    • ผู้ปกครองชาวเอเชีย 60% ยอมใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษ นอกเหนือจากการเรียนในเวลาปกติ
    • ผู้ปกครองไทย 64% ใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษและสถาบันกวดวิชา 35% ยอมย้ายบ้านเพื่อให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดี และ 45% ยอมกู้เงินเพื่อการศึกษาของลูก 
  • ผู้ปกครองมีความคาดหวังกับสิ่งที่ปฏิบัติจริงไม่ตรงกัน
    • ในขณะที่ผู้ปกครองมองเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การท่องเที่ยวและการเปิดโอกาสให้เด็กๆ  ได้เรียนรู้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แต่พวกเขายังคงให้ลูกๆ เรียนรู้ในกิจกรรมแบบเดิม
    • ผู้ปกครองเชื่อว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการเผชิญกับโลกแห่งความจริง ที่เสริมการพัฒนาความสามารถเชิงสร้างสรรค์และวิจารณญาณ ในขณะที่การเรียนรู้แบบท่องจำนั้นเหมาะสำหรับความรู้ที่อาศัยความจริง อันเป็นฐานในการต่อยอดการพัฒนาทักษะอื่นที่สูงขึ้น
    • ผู้ปกครองไทย 88% ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ มากกว่าการเรียนรู้แบบท่องจำที่ 73% เชื่อว่าการเรียนรู้ทั้งสองประเภทจะมีอิทธิพลต่อความสามารถของเด็กในการเลือกทักษะที่จำเป็นเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน
ผลของการสำรวจสรุปกระบวนความคิดของผู้ปกครองในภูมิภาคเอเชียแบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ ได้แก่ The Concerned, The Realist, The Typical, The Overachiever และ The Detached ซึ่งสะท้อนลักษณะวิธีการที่ผู้ปกครองให้ความหมายต่อการเรียนรู้ การให้คุณค่าของการเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา บทบาทการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กในการเรียนรู้ รวมถึงความห่วงใยต่ออนาคตของลูก
  • กระบวนความคิดแบบกังวล (The Concerned) ผู้ปกครองกลุ่มนี้สนใจและกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอุปกรณ์ดิจิทัลต่อการศึกษาของบุตรหลาน พวกเขากังวลไม่เฉพาะที่ลูกๆ ต้องเผชิญกับความหลากหลายของเทคโนโลยี แต่รวมถึงผลกระทบที่เทคโนโลยีมีอต่อการเรียนรู้และ ต่อการพัฒนาทักษะในด้านสังคมและการเข้าสังคม ผู้ปกครองกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับวิธีการศึกษาแบบดั้งเดิม มากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเชื่อว่าเด็กๆ จะเสียสมาธิได้ง่าย เมื่อต้องอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเด็กน่าจะได้เรียนรู้มากขึ้นจากสิ่งพิมพ์หรือตำรา
  • กระบวนความคิดแบบสัจนิยม (The Realist) - ผู้ปกครองในกลุ่มนี้ให้คุณค่ากับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การเล่น และการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย  พวกเขาพร้อมที่จะเปิดรับ เน้นเรื่องการปฏิบัติ ต้องการให้ลูกได้สัมผัสโลกแห่งความเป็นจริง พวกเขาอยากให้ลูกๆ พัฒนาทักษะที่สามารถนำไปปรับใช้นอกเหนือจากในห้องเรียนและจะช่วยให้พวกเขาเป็นเลิศ กลุ่มพ่อแม่ลักษณะนี้จะชื่นชอบอุปกรณ์ดิจิทัล เนื่องจากสามารถช่วยให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ไอเดียใหม่ๆ
  • กระบวนความคิดตามขนบ (The Typical) - ผู้ปกครองในกลุ่มนี้ให้คุณค่ากับการพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงและการเรียนรู้จากประสบการณ์  ผู้ปกครองลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะยอมรับว่า การเรียนรู้ทั้งทางดิจิทัลและจากสิ่งพิมพ์เหมาะสมและให้ผลการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การพัฒนาทักษะและสติปัญญาด้านคำศัพท์และความเข้าใจ
  • กระบวนความคิดที่เน้นประสบความสำเร็จ (The Overachiever) - ผู้ปกครองลักษณะนี้เรียกอีกอย่างว่า Tiger Parents มีลักษณะแสดงความต้องการเข้าไปช่วยผลักดันให้เด็กเรียนรู้และควบคุมเนื้อหาและเส้นทางของการเรียนรู้ ให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ พวกเขาเชื่อว่าอุปกรณ์ดิจิทัลจะช่วยให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและไอเดียต่างๆ ในขณะที่สื่อการเรียนรู้ที่เป็นสิ่งพิมพ์และกิจกรรมทางกายภาพช่วยส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • กระบวนความคิดแบบปลีกตัว (The Detached) - ผู้ปกครองกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เงียบและเก็บตัวมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่ม แม้พวกเขาใช้เวลาเรียนรู้กับลูกน้อยที่สุด แต่พวกเขากระตือรือร้นที่จะพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสังคม ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขามีแนวโน้มที่เป็นคนที่เก็บตัว จึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เประเภทท่องจำ การติวเสริม และร่วมกิจกรรมทางสังคม นอกจากนี้ ในด้านการสร้างความผูกพัน พวกเขาต้องการควบคุมเนื้อหาและเส้นทางการเรียนรู้ของลูกๆ โดยแม่จะมีบทบาทในการเรียนรู้ของลูกมากกว่าฝ่ายพ่อ
กระบวนความคิดของผู้ปกครองไทยอยู่ในกลุ่มสัจนิยมมากที่สุด 31% รองลงมาคือกลุ่มกังวล 22% และพบว่า กลุ่มปลีกตัวและกลุ่มตามขนบเท่ากันที่ 17% ส่วนกลุ่มเน้นประสบความสำเร็จมีเพียง 15%

ผลการศึกษา New Asian Learning Experience โดยเอชพีช่วยให้ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตของเด็กในโลกที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เอชพีมุ่งสร้างการเรียนรู้ใหม่สำหรับเด็กวัยเรียน ด้วยนวัตกรรมอุปกรณ์และโซลูชั่นที่จะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เสริมความคิดสร้างสรรค์ สร้างทักษะควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะข้ามวัฒนธรรมและการเรียนรู้ที่เปิดกว้างขึ้น 

การส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกให้สนุกเป็นเคล็ดลับที่จำเป็นสำหรับผู้ปกครอง ให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกในครอบครัว เครื่องพิมพ์ HP DeskJet Ink Advantage จะสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้ลูกๆ เมื่อได้สร้างผลงานสวยแจ่ม สีสันสดใส สั่งงานไร้สายผ่านแอพ HP Smart แม้ผู้ใช้งานจะเป็นเด็กก็สามารถสั่งพิมพ์สื่อการเรียน การเล่นที่ต้องการด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้อย่างง่ายดาย เครื่องพิมพ์ HP DeskJet Ink Advantage มาพร้อมขนาดเล็กกะทัดรัด ดีไซน์สวย ราคาประหยัด ครบทุกฟังก์ชั่นแบบออลอินวัน พร้อมบริการถึงที่บ้าน 

พบกับเคล็ดลับง่ายๆที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ได้ที่เว็บไซต์ เอชพี ประเทศไทย 

[TH]

 HP Inc. Thailand today organizes an Exclusive Talk on key insights from “The New Asian Learning Experience” study. Led by Pavin Vorapruck, Thailand Managing Director, HP Inc., the session Prof.Somphong Chittradub, Ph.D. an influential educator and a couple of famous actor parent, Chai-Chartayodom and Vicki-Sunisa, the session discussed various perspectives of how young learners can be supported and made to be future-ready in relation to the survey results. 

“As a parent, this study gives valuable insights on how learning is evolving and where our innovations can ensure our young learners thrive,” said Pavin Vorapruck, Thailand Managing Director, HP Inc. “At HP, we are committed to aligning with the focus of Thai parental focus on print and digital learning making a positive impact on their children’s lives. To prepare the young learners for the future, we are creating new, immersive learning experiences through our innovative printers and personal computers.”

HP New Asian Learning Experience Study that engaged 3,177 respondents across India, China, Thailand, Malaysia, Singapore, Indonesia and the Philippines - identified the unique mindsets of parents, how they define learning, the types of learning experiences they value, their involvement in helping their children learn, and their hopes and fears for their children’s future. 


HP Survey Identifies Parental Focus on Preparing Children for the Future
The survey indicated that parents are extremely focused on future-proofing their children – by preparing them for opportunities of the future workplace. Amidst the advancements, parents are concerned that their children will be unable to keep up with the pace of change and remain competitive for the future. The top key insights from the survey were the following; 
  • Future proofing children is greatest concern for all parents
    • Across all markets, Cost of Living (66% of parents), Job Security (42% of parents), and having the Right Skills for Future Roles (54% of parents) are the top concerns related to future-proofing.
    • The rising cost of living is the biggest concern amongst millennial parents in Thailand (65%) and having the right skills for future roles is the second-highest concern (54%). 
  • Happiness is the top priority for their children but also fulfilled and competent
    • Asian millennial parents want their children to develop strong social skills and be happy with 83% of parents rating happiness as the top priority.  In Thailand, 68% of Thai parents want their children to be the best at what they do, while 66% rate job stability as a top priority – more so than any other countries.
    • Thai parents emphasize teaching adaptability (61%) as the necessary skills to prepare their children for the future, and intelligence is the most important one in the top character traits parents want to develop in their child (57%).
  • No one is truly ready for a fully digital learning environment
    • Blended learning is viewed more positively than solely print and digital methods.  Asian parents believe that a hybrid of digital and print is effective for children and having different benefits. They feel that print is better for reading comprehension, time spent reading, knowledge of vocabulary, and retention, whereas digital platforms facilitate creative and critical thinking.
    • 57% of Thai parents who use blended learning for art, teaching linguistic at 56% and musical skills at 41%. 
  • Parents love to help their children learn because it’s the best time for them to bond.
    • According to the survey, parents love to help their children learn because it’s the best time for them to bond and it’s an opportunity to develop their social and interpersonal skills.
    • Among the countries surveyed, Thailand had the highest percentage of parents wanting to help their children learn by exposing them to new ideas and experiences (90%) and develop interpersonal skills (89%) when teaching children. 
  • The greatest sacrifice parents are making for their children’s education is enrolling them in extra tuition
    • Enrollment in extra tuitions ranks as the most common educational sacrifice parents make. Monetary sacrifices include paying for tuitions and borrowing money
    • 60% of parents have spent money on tuitions and other out-of-school academic activities for their children.
    • 64% of Thai parents have spent money on tuitions and other out-of-school academic activities for their children and 35% move homes so their child can access a better school district.
    • 45% of Thai parents have taken a loan or their children’s education
  • All parents suffer disconnect between values and actions
    • While parents value experiential learning, traveling and exposing their children to new experiences and technologies, they still enroll their children in traditional learning activities
    • Among all parents, experiential and rote learning approaches are seen to be most suited to different domains of expertise – with experiential learning being best for real-world exposure and the development of creative and critical thinking abilities, while rote learning is more suited for factual knowledge and as a foundation that more advanced ways of thinking can be built on.
    • Thai parents value experiential learning (88%) over rote learning and memorization (73%), and believe that both types of learning will influence their child’s capabilities to pick up skills they will need when they enter the workforce. 
Perceptions of Learning by Parental Mindsets
The survey responses revealed five main parental “mindsets” in the region – The Concerned, The Realist, The Typical, The Overachiever and The Detached, along with how these parents define learning, the types of learning experiences they value, their involvement in helping their children learn, and their hopes and fears for their children’s future. HP has deduced the following categories of parental mindsets and what each mindset means.

Concerned Mindsets
Concerned parents are the most anxious about the impact of technology on their child’s learning, attention span, and social skills. Yet they are also worried that their children are not being exposed to enough. They value traditional education methods more than any other mindset – they believe children get distracted easily when reading e-devices and that children learn more through print

Realist Mindsets
Parents value experiential learning, cultural activities, play, and exposure to new technology. They are open-minded, pragmatic and want to give their children real-world exposure. They want their children to develop skills that can be used beyond the classroom, and that will help them excel in life. This group views digital devices favorably, mainly because these devices can expose their children to other cultures and ideas

Typical Mindsets
Parents value developing real-world skills, and value experiential learning. Parents with this kind of mindset were also more likely to view both digital and print approaches as being suitable for a variety of learning outcomes such as developing a child’s vocabulary and comprehension skills. 

Overachiever Mindsets
Well-known as “Tiger Parents”, parents with the overachiever mindset demand a greater interest in helping their children learn to control the pace and content of learning and to expose their children to new ideas. They believe that digital devices expose children to other cultures and ideas, while print and physical learning fosters social interaction.

Detached Mindsets
Detached parents are the most introverted out of all the mindsets. They spend the least amount of time learning with their children but they are keen for their children to develop interpersonal and social skills, possibly because they tend to be introverts themselves. They value rote learning, tuitions, and cultural activities learning more. Detached fathers often admit that their wives are more involved in teaching their children.

Among Thai parental mindsets, there are 31% of the Realist, 17% of The Detached, 17% of The Typical, 22% of The Concerned, and 13% of The Overachiever.

The results of the New Asian Learning Experience study by HP help parents, educators, careers or involved in developing necessary skills for the children’s future in a world driven by change, by markets that are going through hyper growth, and by a landscape disrupted by rapidly evolving technologies. HP aims to reinvent learning for young learners, by equipping them with tools to be self-directed, creative, and practice critical and inventive thinking, alongside developing cross-cultural skills and global awareness.

HP is committed to helping parents and children to accomplish and enjoy daily task such as school work and arts and crafts in the most engaging yet fun way with affordable and high quality printing using HP Ink Advantage printers. Enhancing their learning experience together, parents and young learning can easily manage printing tasks and scan on the go with free downloaded HP Smart App.  For more information please visit website HP THAILAND.

[EN]
HP จัดเสวนาผลสำรวจ New Asian Learning Experience เผยสถิติ และหัวข้อความสนใจของครอบครัวยุคใหม่ต่อการเรียนรู้ของลูกเพื่อวางรากฐานสู่อนาคต HP Identifies Parental Focus on Preparing Children Future Ready HP จัดเสวนาผลสำรวจ New Asian Learning Experience เผยสถิติ และหัวข้อความสนใจของครอบครัวยุคใหม่ต่อการเรียนรู้ของลูกเพื่อวางรากฐานสู่อนาคต HP Identifies Parental Focus on Preparing Children Future Ready Reviewed by Ai iT on July 30, 2019 Rating: 5

No comments:

Powered by Blogger.